“โอลีน” โอดกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มจิ๊บๆ ฉะบริษัทค้าน้ำมันยักษ์ไล่ซื้อผลปาล์ม

ขอขอบคุณ ภาพจากสำนักข่าวไทย

ดีเอสไอพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมการค้าภายในเข้าตรวจสอบโรงงานน้ำมันพืช “โอลีน” ย่านบางโทรัด พบนำเข้าน้ำมันปาล์มจากมาเลเซียบรรจุฝาสีฟ้า 3,600 ตัน ผลิตส่งขายไปแล้ว 2.6 ล้านลิตร ไม่มีน้ำมันตกค้าง เหลือสต๊อกส่งไปขายงานธงฟ้าอีกแค่พันกว่ากล่อง ซีอีโอเผยปัญหาขาดแคลนน้ำมันปาล์มเหตุภัยแล้งปี 52 น้ำท่วมปี 53 หนำซ้ำบริษัทน้ำมันยักษ์ซื้อปาล์มไปผลิตไบโอดีเซล แถมบางบริษัทส่งออกไปมาเลเซียแบบมีนัยสำคัญ

(22 ก.พ.) คณะพนักงานสอบสวนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำโดยนายอนุสรณ์ มุกดาสนิท รักษาการพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (8)  หัวหน้าชุดปฎิบัติการพิเศษ 601 สำนักคดีภาษีอากร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ นำโดยนายอรินทร จันทร์กล่ำ นักวิชาการพาณิชย์ ฝ่ายปฏิบัติการ กรมการค้าภายใน เข้าตรวจสอบการกักตุนสินค้าน้ำมันปาล์ม ที่บริษัท โอลีน จำกัด ผู้ผลิตน้ำมันยี่ห้อโอลีน ตั้งอยู่เลขที่ 64 หมู่ 6 ถนนพระราม 2 ต.บางโทรัด อ.เมือง จ.สมุทรสาคร

ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ได้มอบหมายให้ชุดปฏิบัติการพิเศษ จำนวน 3 ชุด เข้าตรวจสอบโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ที่ได้รับการจัดสรรโควตาน้ำมันปาล์มที่นำเข้าจากต่างประเทศ โดยผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ที่บริษัท โอลีน ไม่มีน้ำมันตกค้าง มีการผลิตส่งขายไปแล้ว 2,680,000 ลิตร ผลิตเกินโควตาไป 40,000 ลิตร ในโกดังยังพบว่ามีน้ำมันพืชฝาสีฟ้าอีก 12,300 ขวด ที่รอส่งไปจำหน่ายในงานธงฟ้า กับกระทรวงพาณิชย์ปลายเดือนนี้

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ผลการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าโรงงานดังกล่าวได้รับโควตานำเข้าน้ำมันจากประเทศมาเลเซีย มาบรรจุขวดฝาสีฟ้าเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในประเทศ รวม 3,600 ตัน  เริ่มทำการผลิตส่งให้ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ตามที่กรมการค้าภายใน ระบุตั้งแต่วันที่  30 มกราคม ถึง 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รวม 2.6 ล้านลิตร  ขณะนี้ยังมีน้ำมันฝาสีฟ้าบางส่วนเหลืออยู่ในสตอก จำนวน 1,025 กล่อง หรือประมาณ 1 หมื่นลิตร ที่รอไปจัดงานมหกรรมสินค้าราคาถูก ที่บริเวณท้องสนามหลวงร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคมนี้เท่านั้น ถือว่ายังไม่พบความผิดปกติ อย่างไรก็ตามพนักงานสอบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐานที่บริษัทชี้แจงไปตรวจสอบอีกครั้ง

ด้านนายศุภลักษณ์  อัศวานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท โอลีน จำกัด ได้นำหลักฐานเอกสาร ชี้แจงต่อพนักงานสอบสวน และได้กล่าวยืนยันว่า บริษัทไม่ได้ทำการกักตุนสินค้า และได้ดำเนินการตามที่กระทรวงพาณิชย์สั่งทุกขั้นตอน โดยส่งรายงานการจัดส่งสินค้าทั้งหมด ให้กระทรวงพาณิชย์ทราบแบบวันต่อวัน ส่วนปัญหาการขาดแคลนน้ำมันปาล์มที่เกิดขึ้น  ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อน  นับตั้งแต่อยู่ในวงการนี้มาเกือบ 30 ปี ซึ่งมีสาเหตุจากหลายปัจจัย ทั้งภัยแล้งในปี 2552 กระทั่งปี 2553 ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำ ผลผลิตปาล์มดิบในตลาดจึงหายไปกว่าครึ่ง ประกอบกับบริษัทผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ ยังคงเข้าซื้อปาล์มน้ำมันไปผลิตไบโอดีเซล และบางบริษัทส่งออกน้ำมันไปประเทศมาเลเซีย แบบมีนัยสำคัญ ทั้งที่ราคาในต่างประเทศถูกกว่า ทำให้ราคาดีดตัวสูง น้ำมันปาล์มดิบจากที่เคยลิตรละ 25 บาท พุ่งสูงอย่างต่อเนื่องจนถึงลิตรละ 70 บาท ในช่วงต้นปีนี้

“ที่ผ่านมาบริษัทฯ เคยขายน้ำมันปาล์มบรรจุขวด ไม่ถึงเพดานราคาควบคุมเดิมที่ลิตรละ 38 บาท กระทั่งเพดานราคาน้ำมันปาล์มดิบพุ่งสูงขึ้น จนมีการปรับราคาควบคุมใหม่เป็นลิตรละ 47 บาท  แต่บริษัทก็ยังไม่สามารถอยู่ได้เพราะราคาน้ำมันปาล์มดิบปัจจุบัน ยังอยู่ที่ลิตรละ 60 กว่าบาท  หากนำมาบรรจุขวดขายก็จะขาดทุน  แต่บริษัทยังพยายามผลิตแบบบรรจุขวดขายเพื่อรักษาฐานลูกค้า และต้องใช้วิธีการขายในลักษณะเป็นปี๊บ หรือขายให้ภาคอุตสาหกรรมที่ไม่มีการควบคุมราคาเพื่อชดเชยการขาดทุน” นายศุภลักษณ์กล่าว

นายศุภลักษณ์ กล่าวอีกว่า เชื่อว่าทุกบริษัทประสบปัญหาเช่นเดียวกัน และเป็นสาเหตุสำคัญทำให้น้ำมันปาล์มหายไปจากท้องตลาด ประกอบกับภาวะตื่นตระหนกของประชาชน น้ำมันนำเข้าล็อตแรก 30,000 ตัน  จึงดูเหมือนยังไม่เพียงพอกับความต้องการ  พร้อมแนะนำให้ภาครัฐ ควบคุมการซื้อน้ำมันของบริษัทน้ำมันรายใหญ่ไปทำไบโอดีเซล รวมถึงควบคุมการส่งออกน้ำมันไปต่างประเทศของคนบางกลุ่ม  ซึ่งมีส่วนสำคัญทำให้ราคาต้นทุนน้ำมันพุ่งสูงด้วย

ด้านนายนรสรรพ์ เชาวน์ฤทธิ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท โอลีน จำกัด กล่าวว่า ตามที่ทางกระทรวงพาณิชย์ได้จัดสรรมาให้ทางบริษัทจำนวน 10 เปอร์เซ็นต์หรือจำนวน 3,600 ตันโดยการนำเข้ามาชุดแรกได้ผลิตไปเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2554 และจำหน่ายไปหมดเมื่อประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2554 สำหรับกำลังการผลิตนั้นทางบริษัทผลิตได้ประมาณ 1,300 ตันต่อวัน แต่ในปัจจุบันวัตถุดิบไม่มียอดก็เลยผลิตไม่ถึง

ส่วนการเข้าตรวจสอบบริษัทอื่นๆ ประกอบด้วย บริษัท เหล่าธงสิงห์ จำกัด ผลิตน้ำมันยี่ห้อเพชร ตั้งอยู่ที่ อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ ที่ได้รับการจัดสรรโควตา 1,200 ตัน  แต่บริษัทยืนยันกับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอว่า ได้รับน้ำมันจากกระทรวงพาณิชย์จริงแค่ 995 ตัน โดยเริ่มทำการผลิตตั้งแต่วันที่  7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ยังไม่แล้วเสร็จ เหลือน้ำมันอีกประมาณ 36 ตัน พร้อมยืนยันว่าบริษัทไม่ได้กักตุนน้ำมัน แต่กำลังการผลิตทำได้แค่วันละ 2,500 ลิตรต่อวัน แบบชนิดขวด และ แบบชนิดถุง 1,200 ถุงต่อวัน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เก็บหลักฐานไปตรวจสอบโดยไม่ได้มีการอายัดน้ำมันแต่อย่างใด

เช่นเดียวกับการตรวจสอบ บริษัทปาล์ม เอนเนอยี่ อินดัสทรี ผลิตน้ำมันยี่ห้อแวว ตั้งอยู่ใน อ.เมือง จ.เพชรบุรี  ซึ่งได้รับโควตา 1,950 ตัน บริษัทได้ผลิตแล้วเสร็จ และจัดส่งไปจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงน้ำมัน 2 แสนลิตร ที่รอคำสั่งจากกรมการค้าภายในให้จัดส่งไปยังที่หมายโดยไม่พบความผิดปกติ อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังเหลือโรงงานที่ต้องตรวจสอบอีก 3 แห่ง คาดว่าในอีก 1-2 วันนี้จะแล้วเสร็จ

รีไรท์เตอร์ : Admin Web



แสดงความคิดเห็น


เงื่อนไขในการแสดงความคิดเห็น
• กรุณาแสดงความคิดเห็นด้วยถ้อยคำที่สุภาพ โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
• การลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
• ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้

เรื่องก่อนหน้า-ย้อนหลัง