“ศุภจี” นำพาณิชย์ลุยบ้านแพ้ว เร่งตั้ง “ล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม” บูรณาการทุกหน่วยงานแก้ปัญหาทุกมิติ

“ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ติดตามการจัดตั้ง “ล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม” ณ สหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด เผยตั้งล้งไปแล้ว 12 แห่งทั่วประเทศ บูรณาการทุกหน่วยงานแก้ปัญหาทุกมิติ เชื่อมตลาด–แปรรูป–เพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ เพิ่มอำนาจต่อรองเกษตรกร

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 15 ส.ค. 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อติดตามความคืบหน้าการจัดตั้ง “ล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม” พร้อมรับฟังปัญหาและความต้องการของเกษตรกร ผู้ประกอบการ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ณ สหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด ต.บ้านแพ้ว อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร

โดยมี นายอำนาจ เจริญศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร นายอนุสรณ์ ไกรวัตนุสสรณ์ สส.  สมุทรสาคร เขต 2 นายปัญญา ชวนบุญ สส. สมุทรสาคร เขต 4 นายอุดม ไกรวัตนุสสรณ์ นายก อบจ.สมุทรสาคร น.ส.ภารดี เผือกโสภา นายอำเภอบ้านแพ้ว นายเฉลิม เกตุแก้ว ประธานสหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนเกษตรกร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ต้องการมารับฟังปัญหาและความต้องการของพี่น้องเกษตรกรโดยตรง พร้อมนำหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์มาทำงานร่วมกัน เพื่อให้การแก้ไขปัญหามะพร้าวน้ำหอมเป็นระบบและตรงจุด ปัญหาที่เกิดขึ้นมีความซับซ้อนและสะสมมานาน ทั้งเรื่องผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ราคาที่ผันผวน การบริหารจัดการล้ง การตลาด และการแปรรูป จึงต้องบูรณาการหลายหน่วยงานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การจัดตั้งล้งชุมชนจึงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้เกษตรกร

ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา มะพร้าวน้ำหอมมีผลผลิตเพิ่มขึ้นมากจากหลายปัจจัย ทั้งสภาพภูมิอากาศและพื้นที่ปลูกที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ช่วงที่ผลผลิตออกมาก ราคามะพร้าวน้ำหอมเคยลดลงเหลือเพียงลูกละ 2–3 บาท ซึ่งเป็นระดับที่เกษตรกรไม่สามารถรับได้ กระทรวงพาณิชย์จึงเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ทั้งการดูดซับผลผลิต การเชื่อมโยงตลาด และการตรวจสอบการประกอบธุรกิจของผู้รวบรวมและผู้ประกอบการที่อาจดำเนินการไม่ถูกต้อง

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน ราคามะพร้าวน้ำหอมเริ่มปรับตัวดีขึ้น โดยข้อมูล ณ วันที่ 14 ส.ค. 2569 ราคาที่เกษตรกรได้รับหน้าสวนอยู่ที่ประมาณ 9.00 – 10.50 บาทต่อลูก และราคาล้งรับซื้ออยู่ที่ประมาณ 10.50 – 12 บาทต่อลูก ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่พอรับได้ แต่ยังไม่ใช่ระดับราคาที่ดีที่สุด โดยกระทรวงพาณิชย์จะเร่งดูแลไม่ให้ราคาปรับตัวลดลงรุนแรงในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์คาดการณ์ว่า ปี 2569 ประเทศไทยจะมีผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมประมาณ 475 ล้านลูก เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 จากปี 2568 ที่มีประมาณ 420 ล้านลูก โดยในช่วงผลผลิตออกมากระหว่างเดือนสิงหาคม–พฤศจิกายน อาจมีผลผลิตสูงถึงประมาณ 1.7–2 ล้านลูกต่อวัน ขณะที่ในพื้นที่บ้านแพ้วและพื้นที่โดยรอบ เมื่อเข้าสู่ช่วงผลผลิตสูงอาจมีผลผลิตออกสู่ตลาดประมาณ 400,000 ลูกต่อวัน จึงจำเป็นต้องวางแผนบริหารจัดการตลาดล่วงหน้า

นางศุภจี กล่าวต่ออีกว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้วางแนวทางดำเนินงานทั้งระยะเร่งด่วนและระยะกลาง–ระยะยาว โดยระยะเร่งด่วน กรมการค้าภายในจะเร่งเชื่อมโยงและกระจายมะพร้าวน้ำหอมจากแหล่งผลิตไปยังตลาดปลายทางนอกพื้นที่ ผ่านห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน สถานที่ราชการ รวมถึงโครงการ “ไทยช่วยไทย” เพื่อเพิ่มการบริโภคภายในประเทศและดูดซับผลผลิตในช่วงที่ออกสู่ตลาดมาก ขณะเดียวกันพาณิชย์จังหวัดจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากพื้นที่ใดมีผลผลิตเพิ่มสูงขึ้นจะเร่งเข้าไปบริหารจัดการทันที โดยมีองค์การคลังสินค้า (อคส.) ร่วมสนับสนุนการดูดซับผลผลิต

ส่วนด้านตลาดต่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จะเร่งหาตลาดใหม่เพิ่มเติม เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง โดยเฉพาะการขยายตลาดไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง ยุโรป และตลาดที่มีศักยภาพ ทั้งมะพร้าวน้ำหอมสดและผลิตภัณฑ์แปรรูป พร้อมผลักดันให้สินค้าเป็นไปตามมาตรฐานที่ตลาดต่างประเทศต้องการ

สำหรับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าจัดตั้ง “ล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม” เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกรในการรวบรวม คัดแยก แปรรูป และกระจายผลผลิต รวมทั้งสร้างอำนาจต่อรองด้านราคา ลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง และเพิ่มส่วนแบ่งรายได้กลับคืนสู่เกษตรกรและชุมชน โดยเดิมตั้งเป้าหมายจัดตั้งอย่างน้อย 10 แห่งภายในปี 2569 แต่ปัจจุบันมีวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกร และผู้สนใจสมัครเข้าร่วมแล้ว 12 ราย ใน 6 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม 1 ราย ราชบุรี 6 ราย สมุทรสาคร 1 ราย สมุทรสงคราม 2 ราย ฉะเชิงเทรา 1 ราย และสงขลา 1 ราย

ซึ่งล้งชุมชนแต่ละแห่งมีความพร้อมแตกต่างกัน จึงจะใช้แนวทางสนับสนุนตามระดับความพร้อม โดยบางกลุ่มมีความพร้อมด้านตลาดและต้องการการสนับสนุนตลาดต่างประเทศ ขณะที่บางกลุ่มต้องการยกระดับมาตรฐาน เช่น GAP หรือมาตรฐานด้านความปลอดภัยอาหาร และบางกลุ่มต้องการเครื่องมือและอุปกรณ์ เช่น สายพาน เครื่องคว้าน เครื่องผ่ามะพร้าว โต๊ะสแตนเลส ห้องเย็น หรือห้องแพ็กสินค้า

สำหรับสหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายในการจัดตั้งล้งชุมชน มีความพร้อมด้านสถานที่ แต่ยังต้องการการสนับสนุนด้านเครื่องมือและอุปกรณ์ รวมถึงตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยกระทรวงพาณิชย์จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาสนับสนุน เพื่อให้สามารถจัดตั้งและดำเนินงานได้โดยเร็ว ก่อนเข้าสู่ช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าจัดระเบียบธุรกิจล้งและตรวจสอบการประกอบธุรกิจที่ไม่ถูกต้อง โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจในพื้นที่ รวมถึงกรณีที่อาจมีการใช้คนไทยเป็นนอมินี การกดราคารับซื้อ และการแปรรูปมะพร้าวน้ำหอมที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย โดยที่ผ่านมาได้พบผู้ประกอบการที่มีประเด็นต้องตรวจสอบและส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมายแล้ว

ซึ่งมะพร้าวน้ำหอมไม่ควรสร้างรายได้เฉพาะจากการขายผลสดหรือน้ำมะพร้าวเท่านั้น แต่ควรนำทุกส่วนของมะพร้าวมาใช้ประโยชน์ ทั้งเนื้อ เปลือก กะลา และกากมะพร้าว เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร โดยจะประสานความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และหน่วยงานวิจัย เพื่อพัฒนาต่อยอดเป็นต้นแบบการแปรรูปและเศรษฐกิจ BCG

ด้านการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะเข้ามาสนับสนุนการใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้กับมะพร้าวน้ำหอม โดยมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้วได้รับการขึ้นทะเบียน GI แล้ว และจะเดินหน้าสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่ให้สามารถใช้ประโยชน์จาก GI ได้อย่างเต็มที่

ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหามะพร้าวน้ำหอมจำเป็นต้องทำอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ต้นทางที่ต้องยกระดับพันธุ์ การดูแลสวน ลดต้นทุนปุ๋ยและยา ยกระดับคุณภาพผลผลิต ไปจนถึงการรวบรวม การคัดแยก การแปรรูป มาตรฐาน การตลาด และการส่งออก โดยกระทรวงพาณิชย์เพียงกระทรวงเดียวไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมด จึงต้องร่วมมือกับ ทุกหน่วยงาน ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานวิจัย มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน

“ปัญหาที่เกิดขึ้นสะสมมานานหลายปี และมีหลายมิติ สิ่งที่เราจะทำต้องทำอย่างเต็มที่และเต็มกำลัง แต่ก็ต้องใช้เวลา สิ่งสำคัญคือเราต้องทำงานอย่างเป็นระบบและบูรณาการ เพื่อให้ชีวิตและรายได้ของพี่น้องเกษตรกรดีขึ้น และจะทำต่อไปเพื่อพี่น้องชาวสมุทรสาครและบ้านแพ้ว” นางศุภจี กล่าวทิ้งท้าย

สาครออนไลน์ โดย กิตติกร นาคทอง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *