
สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี จัดสัมมนาความก้าวหน้าการดำเนินงานแหล่งเรือโบราณพนมสุรินทร์ เพื่อเผยแพร่ผลการศึกษา และความคืบหน้าการพัฒนาแหล่งเรือโบราณพนมสุรินทร์ อายุกว่า 1,200 ปี ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านโบราณคดีพื้นที่ชุ่มน้ำ และประวัติศาสตร์การพาณิชนาวีข้ามสมุทรของภูมิภาค
เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2569 นางวจิราพร อมาตยกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาความก้าวหน้าการดำเนินงานแหล่งเรือโบราณพนมสุรินทร์ ณ หอประชุมเทศบาลเมืองพันท้ายนรสิงห์ อ.เมืองฯ จ.สมุทรสาคร โดยมี นางนิภา สังคนาคินทร์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี ร.ต.ประพันธ์ ถึกสกุล นายอำเภอเมืองสมุทรสาคร นายนิรุจ แก้วนิล รองนายกเทศมนตรีเมืองพันท้ายนรสิงห์ นายเอิบเปรม วัชรางกูร อดีตผู้อำนวยการกองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร น.ส.ดวงอารีย์ เจริญจิรเวศน์ วัฒนธรรมจังหวัดสมุทรสาคร น.ส.ปาชิดารัตน์ วิจิตรหิรัณยการ ประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรสาคร ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ นักโบราณคดี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาสาสมัครท้องถิ่นในการดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรม (อส.มศ.) คณะครูและนักเรียนจากสถานศึกษาในพื้นที่ และประชาชนผู้สนใจ เข้าร่วม




ภายในงานมีการเสวนาหัวข้อ “อดีต ปัจจุบัน และอนาคต : การพัฒนาแหล่งเรือโบราณพนมสุรินทร์” อภิปรายโดยผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี, รองนายกเทศมนตรีเมืองพันท้ายนรสิงห์ และอดีตผู้อำนวยการกองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร ซึ่งได้บอกเล่าถึงการสำรวจขุดค้นแหล่งเรือโบราณพนมสุรินทร์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2556 ความร่วมมือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ ตลอดจนแผนงานในอนาคตที่กรมศิลปากรจะสำรวจขุดค้นพื้นที่ตัวเรือส่วนที่เหลือ และพัฒนาพื้นที่ทั้งหมด 4 ไร่ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้โบราณคดีพื้นที่ชุ่มน้ำและประวัติศาสตร์การค้าทางทะเลที่สำคัญของภูมิภาค
จากนั้นเป็นการบรรยายในหัวข้อ “เย็บด้วยเชือก ต่อด้วยไม้ : หลักฐานโครงสร้าง การแปลความ และการสันนิษฐานรูปทรงเรือพนมสุรินทร์” โดยนายวงศกร รโหฐาน รักษาการหัวหน้ากลุ่มวิชาการโบราณคดี กองโบราณคดีใต้น้ำ, หัวข้อ “วิถีชาวเรือ : ข้อสันนิษฐานจากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบจากเรือโบราณพนมสุรินทร์“ โดย น.ส.ปรียานุช จุมพรม หัวหน้ากลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี และหัวข้อ “กระบวนการอนุรักษ์โบราณวัตถุที่พบจากพื้นที่ชุ่มน้ำ กรณีศึกษาจากแหล่งเรือโบราณพนมสุรินทร์” โดย น.ส.กุลธิดา ฉิมมา นักวิทยาศาสตร์ปฏิบัติการ กลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ และปิดท้ายการสัมมนาด้วยการเดินทางไปเยี่ยมชมแหล่งเรือโบราณพนมสุรินทร์




นางนิภา สังคนาคินทร์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี เปิดเผยว่า นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ได้มอบหมายให้สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี จัดสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง “ความก้าวหน้าการดำเนินงานแหล่งเรือโบราณพนมสุรินทร์” ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 6 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมืองฯ จ.สมุทรสาคร เพื่อเผยแพร่ความรู้ ผลการศึกษา และความคืบหน้าการดำเนินงานในการขับเคลื่อนพัฒนาแหล่งเรือโบราณพนมสุรินทร์ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านโบราณคดีพื้นที่ชุ่มน้ำ และประวัติศาสตร์การพาณิชนาวีข้ามสมุทรของภูมิภาค ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนจังหวัดสมุทรสาครในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สำคัญของจังหวัดต่อไป
กรมศิลปากร ได้เริ่มดำเนินการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดีแหล่งเรือโบราณพนมสุรินทร์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 ภายหลังพบซากเรือโบราณในพื้นที่บ่อเลี้ยงกุ้ง ซึ่งเป็นที่ดินของนายพนม และนางสุรินทร์ ศรีงามดี การค้นพบครั้งนี้นับได้ว่าเป็นการค้นพบทางโบราณคดีครั้งสำคัญทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ ด้วยซากเรือจมดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำไม่ห่างจากชายฝั่งทะเลมากนัก ทำให้วัตถุหลักฐานต่าง ๆ ได้รับการสงวนรักษาเป็นอย่างดีจากตะกอนโคลนที่ไหลมาทับถม มีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ไม่เสื่อมสลายไปแม้ผ่านกาลเวลามากกว่าหนึ่งพันปี
ผลการศึกษาทางโบราณคดีร่วมกันของกองโบราณคดีใต้น้ำ และสำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี พบว่าเรือโบราณพนมสุรินทร์เป็นเรือที่ต่อขึ้นด้วยเทคนิคการผูกเย็บไม้เปลือกเรือเข้าด้วยกัน (Sewn-plank technique) ซึ่งเป็นการต่อเรือที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในตะวันออกกลางแถบทะเลอาหรับ การกำหนดอายุด้วยวิธีวิทยาศาสตร์จากเชือก เมล็ดพืช และไม้เปลือกเรือ ระบุอายุราว 1,200–1,300 ปีมาแล้ว หรือพุทธศตวรรษที่ 13–14 ร่วมสมัยกับวัฒนธรรมทวารวดีในช่วงต้นประวัติศาสตร์ภาคกลางของประเทศไทย
แหล่งเรือโบราณพนมสุรินทร์ จึงเป็นหลักฐานสำคัญเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นว่ามีการค้าขายทางเรือกับแหล่งวัฒนธรรมที่อยู่ห่างไกลออกไป เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดพัฒนาการทางสังคมจากช่วงก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายเข้าสู่สมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย โดยเรือโบราณพนมสุรินทร์น่าจะมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับเมืองโบราณทวารวดีนครปฐมที่อยู่ใกล้เคียง จากการวิเคราะห์ไม้เรือส่วนต่าง ๆ พบว่าเป็นไม้สัก ไม้ตาล ไม้เคี่ยม ไม้เต็ง ไม้ตะเคียนราก ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงสันนิษฐานในเบื้องต้นว่า เรือลำนี้อาจต่อขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือมีการซ่อมแซมครั้งใหญ่ในบริเวณดังกล่าว โดยใช้วิธีการและเทคนิคการต่อเรือแบบที่นิยมกันในแถบทะเลอาหรับ
นอกจากนี้ ภายในเรือและบริเวณโดยรอบยังได้พบวัตถุหลักฐานจำนวนมาก ทั้งที่เป็นสินค้า อาหาร และเครื่องมือเครื่องใช้ของชาวเรือ เช่น ภาชนะดินเผาที่มีแหล่งผลิตในตะวันออกกลางอย่างไหทรงตอปิโด ที่มีคราบน้ำมันดินอยู่ภายใน หม้อมีสันแบบอินเดียและพบมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เครื่องเคลือบจากแหล่งผลิตในประเทศจีน ที่สำคัญคือ ได้พบจารึกอักษรเปอร์เซียและอักษรจีนบนผิวของภาชนะดินเผาและได้มีการอ่านแปลแล้ว อีกทั้งยังได้พบเมล็ดพืชนานาชนิด ทั้งที่มีแหล่งกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย และตะวันออกกลาง รวมถึงกระดูกปลา กระดูกสัตว์บก กระดูกสัตว์ปีก เขา และงาสัตว์ ที่สำคัญได้พบประติมากรรมรูปบุคคลคล้ายนักบวชนั่งชันเข่าขนาดเล็กที่สลักจากเขาหรืองาสัตว์ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นรูปเคารพที่ชาวเรือนำติดตัวมาด้วย สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อของคนเรือในช่วงเวลาดังกล่าว




นางนิภา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรมศิลปากรได้จัดสรรงบประมาณอย่างต่อเนื่องให้สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี ดำเนินการศึกษาวิเคราะห์โบราณวัตถุที่ค้นพบ ขณะที่กลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จะอนุรักษ์โบราณวัตถุจากพื้นที่ชุ่มน้ำตามหลักวิชาการ รวมถึงซ่อมแซมบ่อเดิม ซึ่งใช้แช่ไม้ทับกระดูกงูและเสากระโดงเรือ เพื่อให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนระยะที่ 2 กรมศิลปากรได้มอบหมายสำนักสถาปัตยกรรมออกแบบบ่ออนุรักษ์แห่งใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมถึง เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการอนุรักษ์ และรองรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ขณะที่แผนระยะยาวจะดำเนินการขุดค้นพื้นที่ตัวเรือส่วนที่เหลือทางทิศตะวันตก รวมถึงอนุรักษ์เรือที่ยังจมอยู่ในน้ำตามหลักวิชาการ ตลอดจนจัดสร้างอาคารจัดแสดงโบราณวัตถุที่ผ่านการอนุรักษ์ เพื่อเปิดให้ประชาชนเข้าชมอย่างเป็นทางการในอนาคต
ทั้งนี้ เรือโบราณพนมสุรินทร์และวัตถุหลักฐานหลายพันชิ้นที่พบ มีคุณค่าสูงยิ่งในทางวิชาการโบราณคดี และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมล้ำค่าของสังคมไทยและของนานาชาติ จึงเป็นความท้าทายในการศึกษาทางวิชาการ การอนุรักษ์ และการบริหารจัดการแหล่ง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสาธารณชนและสังคมในหลากหลายมิติต่อไป อีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว อันเป็นการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมสำคัญให้เกิดประโยชน์แก่สาธารณชนอย่างยั่งยืน






สาครออนไลน์ โดย กิตติกร นาคทอง

