
โครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนกลุ่มภาคกลาง (ตอนล่าง) ลงพื้นที่สมุทรสาคร เปิดเวทีรับฟังปัญหาประชาชนใน 6 ประเด็น “นอมินี-ระบบน้ำเสีย-การกัดเซาะชายฝั่ง-ประมง-เด็กข้ามชาติ-การรุกคลองสาธารณะ”
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 26 มิ.ย. 2569 ที่ห้องประชุมพันท้ายนรสิงห์ ศาลากลางจังหวัดสมุทรสาคร วุฒิสภา โดย คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนกลุ่มภาคกลาง (ตอนล่าง) นำโดย พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี ประธานกรรมการฯ พร้อมด้วยคณะสมาชิกวุฒิสภา จัดกิจกรรม “โครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน” ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อรับฟังปัญหาในทุกมิติจากประชาชน พร้อมร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อผลักดันแนวทางการพัฒนาประเทศที่ตอบโจทย์ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง
สำหรับรายนามของคณะสมาชิกวุฒิสภา ที่มาเข้าร่วม “โครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน” ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ประกอบด้วย นายนิคม มากรุ่งแจ้ง นายกำพล สุภาแพ่ง นางวราภัสร์ ไพพรรณรัตน์ นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ นายชวพล วัฒนพรมงคล นายกำพล ทองชิว น.ส.วิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ นายสัมพันธ์ ชัยวิเศษจินดา นายสหพันธ์ รุ่งโรจนพณิชย์ และนายเอกชัย เรืองรัตน์




โดยมี นายอำนาจ เจริญศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน และประชาชน เข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่
1. ปัญหาตัวแทนอำพราง (นอมินี) จังหวัดสมุทรสาคร โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสมุทรสาคร รายงานว่า พบกิจการเข้าข่ายธุรกิจนอมินี 230 ราย ในจำนวนนี้เป็นกลุ่มเสี่ยง 25 ราย แบ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร (ล้ง) 4 ราย กลุ่มธุรกิจก่อสร้างทั่วไป 20 ราย และกลุ่มธุรกิจค้าขายที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ 1 ราย ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบและส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ และมีแผนจะตรวจสอบธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ขนส่ง และคลังสินค้า ในลำดับต่อไป เนื่องจากธุรกิจเหล่านี้สุ่มเสี่ยงเข้าข่ายธุรกิจนอมินี และมีจำนวนมากพอสมควร
2. ปัญหาการบริหารจัดการระบบน้ำเสียรวม จังหวัดสมุทรสาครมีแหล่งกำเนิดน้ำเสีย 2 ส่วน มาจากโรงงานอุตสาหกรรม และจากชุมชน ปัจจุบันมีระบบบำบัดน้ำเสีย 8 แห่ง ใน 4 เทศบาลของอำเภอเมืองฯ ทั้งหมด แต่มี 5 แห่งที่เปิดดำเนินการตามปกติ ปิดซ่อมแซม 2 แห่ง และปิดใช้งาน 1 แห่ง ขณะที่ภาพรวมจังหวัดสมุทรสาครมีจำนวนประชากรตามทะเบียนราษฎร์ 586,051 คน (ข้อมูลเมื่อ พ.ค. 2569) มีปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้น 110,763 ลบ.ม. ต่อวัน ส่งผลให้ความสามารถในการรองรับน้ำเสียอยู่ที่ 2.6 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ถือว่าน้อยมากและเป็นปัญหาสำคัญของจังหวัด ประชาชนจึงเรียกร้องให้เร่งพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียตามองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ
3. ปัญหาน้ำท่วมและคลื่นชายทะเลซัดชุมชนตำบลบางกระเจ้า กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา ดำเนินงานศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียดเพื่อแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอย่างเป็นระบบ ในระบบกลุ่มหาดหลักทะเลอ่าวไทยตอนบน (T3) พื้นที่ชายฝั่ง ต.บางกระเจ้า อ.เมืองฯ จ.สมุทรสาคร บริเวณหมู่ 1 ชุมชนบ้านชายทะเลบางกระเจ้า โดยก่อสร้างตรงจุดที่มีการกัดเซาะริมตลิ่งเดิม ในรูปแบบหินใหญ่เรียง และเขื่อนรูปแบบเสาเข็มคู่ ความยาว 480 เมตร งบประมาณ 80 ล้านบาท ได้รับความเห็นชอบจากประชาชนในพื้นที่
ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แต่เนื่องจากพื้นที่ชายฝั่งดังกล่าวทับซ้อนกับหลายหน่วยงาน ทั้งเขตป่าสงวนแห่งชาติ ของกรมป่าไม้ เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และเขตป่าชายเลนตามมติ ครม. ปี 30, 34 และ 43 ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ทางบริษัทที่ปรึกษา ต้องขออนุญาตแต่ละหน่วยงานตามลำดับ ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร ทั้งนี้ หากการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ผ่านสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) แล้ว ทางกรมโยธาธิการและผังเมือง จะนำเข้าแผนและจัดสรรงบประมาณในการก่อสร้างต่อไป






4. ปัญหาภาคการประมง ผู้ประกอบการประมงเผชิญต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูง ความไม่แน่นอนด้านแรงงาน และข้อจำกัดในการประกอบอาชีพ ซึ่งกระทบต่อเรือประมง แพปลา โรงงานแปรรูป และแรงงานในห่วงโซ่อาหารทะเล จึงต้องการมาตรการลดต้นทุน การบริหารแรงงานที่ถูกต้อง และกติกาการประมงที่สมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรกับความอยู่รอดของผู้ประกอบอาชีพ
5. ปัญหาการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กข้ามชาติ เด็กข้ามชาติบางส่วนยังเข้าไม่ถึงระบบการศึกษาที่มีมาตรฐาน เนื่องจากข้อจำกัดด้านเอกสาร ภาษา การย้ายถิ่นของครอบครัว และจำนวนสถานศึกษาที่รองรับไม่เพียงพอ ขณะเดียวกันพบการเปิดศูนย์การเรียนรู้ที่ไม่ได้รับอนุญาต จึงควรจัดระบบรับเด็กเข้าเรียน พัฒนาครูและสื่อหลายภาษา และกำกับคุณภาพการเรียนรู้ให้เป็นไปตามกฎหมาย
6. ปัญหาผู้ประกอบการมีการถมคลองและลำรางสาธารณะ รวมทั้งมีการกองเก็บวัสดุเชื้อเพลิงทดแทนและวัสดุอินทรีย์ สืบเนื่องจากเมื่อประมาณปี 2567 ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสมุทรสาคร ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่ามีบริษัทแห่งหนึ่งในพื้นที่หมู่ 2 ต.ท่าทราย อ.เมืองฯ จ.สมุทรสาคร มีปัญหาเรื่องฝุ่นจากการประกอบการเก็บวัสดุเชื้อเพลิงทดแทน (กะลาปาล์ม) ในพื้นที่เอกชน และรุกล้ำไปยังพื้นที่สาธารณะบางส่วน อีกส่วนหนึ่งคือการถมดินรุกล้ำทางน้ำสาธารณะ






ล่าสุดทางจังหวัดสมุทรสาคร โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ได้แจ้งให้อำเภอเมืองสมุทรสาคร และหน่วยงานที่รับผิดชอบเข้าตรวจสอบ สำหรับประเด็นการถมดินรุกล้ำทางน้ำสาธารณะ ผู้ว่าราชการจังหวัดฯ สั่งการให้สำนักงานที่ดินจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเจ้าของที่ดินเข้าไปสอบรังวัดแนวเขตแล้ว เสร็จสิ้นเมื่อ 18 มิ.ย. ที่ผ่านมา ผลปรากฎว่ามีการรุกล้ำตามที่ได้รับการร้องเรียนจริง ซึ่งทางจังหวัดสมุทรสาครจะได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป ส่วนกรณีการเก็บกองวัสดุเชื้อเพลิงทดแทนบนพื้นที่สาธารณะ ขณะที่ทางศูนย์ดำรงธรรมฯ เข้าตรวจสอบ พบว่ามีการเก็บกองเคลียร์พื้นที่แล้ว และทางบริษัทฯ จัดเตรียมคืนพื้นที่คลองสาธารณะให้กลับสู่สภาพเดิม ทั้งนี้ ทางจังหวัดสมุทรสาครจะได้ติดตามเรื่องนี้ และประสานไปยังสมาชิกวุฒิสภาในพื้นที่ต่อไป
จากนั้นเวลา 13.30 น. คณะสมาชิกวุฒิสภา ลงพื้นที่ติดตามปัญหาน้ำเน่าเสียบริเวณคลองสี่วาพาสวัสดิ์ ณ วัดบางปิ้ง ต.นาดี อ.เมืองฯ จ.สมุทรสาคร ทั้งนี้ “โครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน” เป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการเสนอปัญหาและแนวทางการพัฒนาในระดับพื้นที่ ตลอดจนรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิดเพื่อนำมาศึกษาและยกระดับการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างตรงจุด และส่งต่อไปยังระดับนโยบายอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพต่อไป
สาครออนไลน์ โดย กิตติกร นาคทอง

