
นายกฯ อนุทิน ลงดูพื้นที่เหตุเครนถล่มถนนพระราม 2 ติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาและการดูแลผู้ได้รับบาดเจ็บ ชี้สั่งเลิกสัญญา 2 โครงการ อิตาเลียนไทย ประมาทซ้ำซาก ขณะที่อธิบดีกรมทางหลวง เผยพร้อมระดมเครน 550 ตัน เร่งรื้อถอน ตั้งเป้าคืนผิวจราจรภายใน 14 วัน
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 16 ม.ค. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง พร้อมคณะ ลงพื้นที่เกิดเหตุเครนก่อสร้างของโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 82 สายบางขุนเทียน – เอกชัย – บ้านแพ้ว ตอน 7 ถล่มลงมาบนถนนพระราม 2 ขาออกกรุงเทพฯ กม.30+300 ถึง 400 ช่องทางหลัก บริเวณก่อนถึงสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน หมู่ 1 ต.ท่าจีน อ.เมืองฯ จ.สมุทรสาคร จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บอีก 2 ราย

โดยมี นายอำนาจ เจริญศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 พล.ต.ต.ธีระเดช อธิภัคกุล ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร นายธนสาร สิทธาภา ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงสมุทรสาคร นายอุดม ไกรวัตนุสสรณ์ นายก อบจ.สมุทรสาคร รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจังหวัดสมุทรสาคร เข้าร่วม เพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาและการดูแลผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุโครงสร้างเหล็กทรุดตัว ในการนี้ยังมีตัวแทนจากบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ผู้รับจ้างดำเนินการก่อสร้าง ร่วมชี้แจงถึงแนวทางความรับผิดชอบต่อผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ

นายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่ว่า การเดินทางมาครั้งนี้เพื่อมาดูสภาพหน้างานจริง พร้อมติดตามและรับฟังข้อมูลสรุปจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด โดยความคืบหน้าในขณะนี้อยู่ระหว่างการเร่งเคลียร์พื้นที่และเคลื่อนย้ายโครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักมากออกจากผิวจราจร ซึ่งได้กำชับให้เจ้าหน้าที่และทีมวิศวกรดำเนินการด้วยความระมัดระวังสูงสุด และเน้นย้ำให้คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนผู้ใช้ทางและผู้ปฏิบัติงานเป็นสำคัญ รวมถึงได้สั่งการให้ช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บอย่างเต็มที่
นอกจากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงคมนาคมและกรมทางหลวง ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดและโปร่งใส โดยให้ตรวจสอบกระบวนการทำงานย้อนหลังทั้งหมด ตั้งแต่การปฏิบัติงานในคืนก่อนเกิดเหตุ ขั้นตอนการประกอบชิ้นงาน ตลอดจนการควบคุมงานอย่างครบถ้วน รวมถึงสั่งการให้ดำเนินการใช้สิทธิทางสัญญาปกครอง เพื่อบอกเลิกสัญญา เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่า หากปล่อยให้ดำเนินการต่อไปจะเข้าข่ายเป็นอันตรายต่อสาธารณะ

ขณะเดียวกัน นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า สำหรับแผนการรื้อย้ายและคืนผิวจราจร กรมทางหลวงได้ระดมเครื่องจักรและเจ้าหน้าที่เข้าบริหารจัดการพื้นที่อย่างเต็มกำลัง โดยได้ติดตั้งรถเครนขนาด 550 ตัน จำนวน 2 คัน ตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ 15 ม.ค. ที่ผ่านมา เพื่อเตรียมยกโครงสร้างเหล็กและวัตถุที่มีน้ำหนักมาก และตั้งแต่เช้าวันนี้ (16 ม.ค.) ทีมวิศวกรได้เริ่มเข้าดำเนินการตัดแยกชิ้นส่วนโครงเหล็ก (LG) และทยอยยกชิ้นส่วนโครงเหล็ก และคอนกรีตหล่อสำเร็จออกจากพื้นที่ตามลำดับขั้นตอนทางวิศวกรรมที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด
ทั้งนี้ กรมทางหลวงตั้งเป้าหมายให้การรื้อย้ายสิ่งกีดขวาง รวมถึงการตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างให้แล้วเสร็จภายในไม่เกิน 14 วัน เพื่อเร่งคืนผิวจราจรช่องทางหลักทั้งขาเข้า และขาออกให้ประชาชนสามารถสัญจรได้ตามปกติโดยเร็ว โดยระหว่างดำเนินการได้ประสานตำรวจทางหลวงและหน่วยงานท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารจัดการจราจรและบรรเทาผลกระทบของผู้ใช้เส้นทางบนถนนพระราม 2 ควบคู่กับการกำชับให้ตรวจสอบความปลอดภัยของเครื่องจักรและโครงสร้างในทุกจุดของโครงการอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำซ้อน

นอกจากนี้ อธิบดีกรมทางหลวงได้มีคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีอุบัติเหตุดังกล่าว โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโครงสร้าง ผู้แทนจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และผู้แทนจากสภาวิศวกร ร่วมเป็นคณะกรรมการ เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง วิเคราะห์สาเหตุของการเกิดเหตุอย่างรอบด้าน และรายงานผลการตรวจสอบให้ทราบภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนด
สาครออนไลน์ เรียบเรียงโดย กองบรรณาธิการ

