
ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เรียกทุกภาคส่วนร่วมหารือวางแนวทางแก้ปัญหาจราจร ถ.พระราม 2 ช่วงโดยเปิดช่องจราจรพิเศษฝั่งขาออกกรุงเทพฯ สามารถสัญจรได้ 3 ช่องจราจรต่อทิศทาง ช่วง 05.30 – 20.00 น. ทุกวัน ช่วงรื้อถอนสะพานที่เสียหายจากเครนถล่ม และงานเทคอนกรีตเชื่อมสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 26 ม.ค. 2569 ที่ห้องประชุมมหาชัย ศาลากลางจังหวัดสมุทรสาคร นายอำนาจ เจริญศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เป็นประธานการประชุมหารือการจัดการจราจรบนทางหลวงหมายเลข 35 (ถนนพระราม 2) โดยมี นายดำรงศักดิ์ ยอดทองดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร, นายอุดม ไกรวัตนุสสรณ์ นายก อบจ.สมุทรสาคร, พล.ต.ต.ธีระเดช อธิภัคกุล ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร, พ.ต.ท.ณัฐพงศ์ อำไพจิตร์ สวญ.ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล., นายมนตรี วงศ์วิวัฒน์ รองผู้อำนวยการแขวงทางหลวงสมุทรสาคร รวมถึง ผกก.สภ.เมืองสมุทรสาคร, นายกเทศมนตรีนครสมุทรสาคร, หน.สนง.ปภ.จังหวัดสมุทรสาคร, สมาชิกวุฒิสภา, ประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรสาคร, ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร, นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดสมุทรสาคร, นายกสมาคมการประมงสมุทรสาคร ตลอดจนผู้แทนจากหลายภาคส่วนร่วมหารือ



สืบเนื่องจากเหตุการณ์เครนก่อสร้างถล่มบนถนนพระราม 2 ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ จึงจำเป็นต้องปิดการจราจรในช่องทางหลัก ทำให้การจราจรติดขัดและส่งผลกระทบต่อการสัญจรบนถนนพระราม 2 ของพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก ประกอบกับ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มีข้อสั่งการให้พื้นที่รื้อถอนหรือก่อสร้างต้องมีความปลอดภัย 100% (Safety Zone) และหากจะมีการยกติดตั้งเครนหรือวัสดุอุปกรณ์ใด ๆ ต้องปิดการจราจร 100% เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้แก่พี่น้องประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร จึงได้เรียกทุกภาคส่วนเข้าร่วมหารือ ทั้งเรื่องความคืบหน้าและแผนการในการดำเนินการรื้อถอนส่วนประกอบของเครนและคานปูน และแนวทางการจัดการจราจรบนถนนพระราม 2



โดยในที่ประชุมได้เห็นชอบการจัดการจราจรบนถนนพระราม 2 ตลอดเส้นทางยังคงเปิดใช้งานได้ตามปกติ ยกเว้นตรงจุดเกิดเหตุเครนก่อสร้างถล่ม ระยะทางประมาณ 3 กม. ให้มีการปิดช่องจราจร โดยเปิดการจราจรบนช่องทางคู่ขนาน 2 ช่องจราจร ทั้งฝั่งขาเข้าและขาออกกรุงเทพฯ ตลอด 24 ชั่วโมงเหมือนเดิม และเพื่อให้การใช้ทางมีความรวดเร็ว ลดการติดสะสมของปริมาณรถจำนวนมากในช่วงเช้าถึงเย็นนั้น แขวงทางหลวงสมุทรสาคร ได้ปรับช่องทางหลัก ให้เป็นช่องทางพิเศษโดยสามารถใช้งานเพิ่มขึ้นได้อีก 1 ช่องจราจร ทำให้สามารถสัญจรได้ 3 ช่องจราจรต่อทิศทาง
ซึ่งในฝั่งขาเข้ากรุงเทพฯ ปรับช่องทางหลักฝั่งซ้ายให้รถวิ่งได้เพิ่ม 1 ช่องจราจร ตั้งแต่บริเวณหน้าปั๊มน้ำมัน ปตท.ท่าจีน เป็นต้นมา ส่วนฝั่งขาออกกรุงเทพฯ จัดช่องทางพิเศษ (Reversible Lane) 1 ช่องจราจร ตั้งแต่บริเวณ กม.29+100 (หน้าด่านป่าไม้) ไปจนถึง เชิงสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน จากนั้นก็จะปรับรถเข้าช่องทางปกติวิ่งได้ครบทุกช่องจราจร โดยการเปิดให้ใช้ช่องทางหลัก หรือช่องทางพิเศษฝั่งละ 1 ช่องจราจรนั้น จะเปิดเฉพาะในช่วงเวลา 05.30 น. ถึง 20.00 น.ของทุกวัน นับตั้งแต่วันที่ 26 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป ซึ่งหลังจากเวลาดังกล่าว ก็จะต้องปิดการใช้ช่องทางพิเศษ เพื่อการปฏิบัติงานรื้อถอนสะพานที่เสียหายจากเหตุเครนก่อสร้างถล่ม และงานเทคอนกรีตเชื่อมสะพานคานยื่นบนสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน ที่ต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนทุกคน



นายอำนาจ เจริญศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร กล่าวว่า ตามที่ประชุมเห็นชอบการจัดการจราจรตามรูปแบบดังกล่าวแล้วนั้น ก็ขอให้ทุกฝ่ายดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมาย โดยเฉพาะทางด้านของแขวงทางหลวงสมุทรสาคร ตำรวจจราจร และตำรวจทางหลวง ที่จะต้องสนธิกำลังกันในการคอยดูแลและอำนวยการจราจรอย่างต่อเนื่อง ยิ่งในจุดที่มีปริมาณรถสะสมหนาแน่นมาก ๆ จะต้องจัดเจ้าหน้าที่เข้ามาคอยใช้สัญญาณมือให้รถสามารถเคลื่อนที่ผ่านไปได้อย่างต่อเนื่อง และไม่เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกัน เช่น บริเวณแยกต่างระดับมหาชัย ฝั่งขาเข้าตัวเมืองมหาชัย ซึ่งเป็นจุดรองรับรถที่ลงมาจากแยกต่างระดับฯ และรถที่มาจากทางคู่ขนาน มุ่งหน้าเข้าถนนเศรษฐกิจ หรือแยกออกไปถนนพระราม 2 นั้น ปัจจุบันมีปริมาณรถมากเกิดการติดสะสมจนกลายเป็นความเดือดร้อน ก็ต้องหาทางจัดระเบียบการจราจรใช้ทางบังคับสำหรับรถขนาดเล็กและขนาดใหญ่ให้ไปคนละเส้นทาง เพื่อลดการติดสะสมหรือให้เกิดการไหลเวียนของรถได้ดียิ่งขึ้น เป็นต้น
รวมถึงถนนเอกชัย และถนนสายรองต่าง ๆ ที่รถเลี่ยงมาเพื่อหลบการจราจรบนถนนพระราม 2 หากพบเหตุต่าง ๆ ก็ต้องรีบเข้าเคลียร์พื้นที่ให้เร็วที่สุด นอกจากนี้ในส่วนของทางภาคเอกชน ก็ต้องขอความร่วมมือในการสนับสนุนด้านป้ายประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ผู้ใช้ทางได้ทราบทางเลี่ยง ทางเบี่ยง หรือทางบังคับสำหรับรถบางประเภท เป็นต้น
ซึ่งการจัดการจราจรตามรูปแบบดังกล่าว จะต้องลองลงมือปฏิบัติก่อนว่าได้ผลมากน้อยเพียงไร หากมีจุดไหนที่ต้องปรับแก้ไข ทางจังหวัดสมุทรสาคร ก็จะนำมาประชุมพิจารณาอีกครั้ง เพื่อดำเนินการให้ดียิ่งขึ้น แต่ถ้าตรงไหนที่ดีแล้ว สามารถทำให้การจราจรเป็นไปได้อย่างปกติ หรือลดปัญหาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนได้มากที่สุด ก็จะทำตามแนวทางนั้นต่อไป จนกว่าจะครบกำหนดตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ 60 วันหรือเร็วกว่านั้น

สาครออนไลน์ โดย กิตติกร นาคทอง

