“ศูนย์ประชามติสมุทรสาคร” ออกรณรงค์ปลุกโหวตเห็นชอบ เดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ

ภาคประชาชน “ศูนย์ประชามติสมุทรสาคร” จัดกิจกรรมรณรงค์โค้งสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติ กาเห็นชอบเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ชี้รัฐธรรมนูญปี 60 ยึดโยงกับประชาชนน้อยเกินไป

เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 6 ก.พ. 2569 ภาคประชาชนในนามของ “ศูนย์ประชามติสมุทรสาคร” ได้จัดกิจกรรมรณรงค์โค้งสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติ ซึ่งจะมีขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้ง สส. ในวันที่ 8 ก.พ. 2569 ที่บริเวณตลาดสดกระทุ่มแบน และตรงข้ามตลาดวัดดอนไก่ดี ต.ตลาดกระทุ่มแบน อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร โดยมีการปราศรัยรณรงค์ให้กากบาท “เห็นชอบ” เพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมแจกเอกสาร และสติ๊กเกอร์รณรงค์ให้กับประชาชนในบริเวณดังกล่าว

นายสุรพล ระวิวงษ์ หนึ่งในผู้รณรงค์เห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า การรณรงค์ในครั้งนี้เรารวมตัวกันในนามของ “ศูนย์ประชามติสมุทรสาคร” โดยมีเครือข่ายสื่อมวลชนอิสระ ซึ่งตนเป็นผู้ประกอบการวิทยุ ร่วมกันทำหน้าที่มารณรงค์ อย่างแรกคือเราจะชักชวนให้คนไปใช้สิทธิเลือกตั้ง การกากบาทบัตรเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ ซึ่งเป็นจุดที่ 1 ของหน่วยเลือกตั้ง จากนั้นจะต้องไปลงทะเบียนเพื่อออกเสียงประชามติ ซึ่งเป็นจุดที่ 2 ของหน่วยเลือกตั้ง ให้ทุกคนเกิดความเข้าใจในการลงคะแนนเลือกตั้งและออกเสียงประชามติครั้งนี้ ซึ่งมี 2 แบบในหนึ่งหน่วย นอกจากนี้ ตนก็มาชวนให้ทุกคนมาศึกษารัฐธรรมนูญปี 60 ซึ่งให้ประชาชนก่อนไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ทำความเข้าใจกับมันนิดนึง ลองดูทั้งหมด 16 หมวด 279 มาตรา ถ้าหากว่าเกิดความสงสัยก็พูดคุยกัน เกิดการตั้งคำถามในกลุ่มเพื่อนหรือครอบครัวเดียวกัน เพื่อรู้จักรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถือว่าเป็นการปรึกษาสาธารณะ เพื่อจะได้รู้เตรียมตัวก่อนที่จะไปเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ หรือไม่แสดงความคิดเห็น

ในการลงประชามติครั้งนี้ เราจะมาแนะนำประชาชนให้ทราบว่า การเห็นชอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 60 หรือไม่เห็นชอบ สามารถลงคะแนนได้ 3 ส่วน แบบที่หนึ่งคือกาเห็นชอบ เพื่อจะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 60 แบบที่สองคือกาไม่เห็นชอบ ไม่เห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 60 ก็ใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต่อไป แบบที่สามคือไม่แสดงความคิดเห็น สามารถกาตรงนี้ได้เหมือนกัน ประชาชนอาจจะบอกว่างง ไม่รู้เรื่องรัฐธรรมนูญ ประชามติ หรือมองว่าการเมืองเป็นเรื่องยุ่งยาก ให้กากบาทช่องนี้ เพราะถ้าหากคนกากบาทช่องนี้เยอะ ๆ มันจะสะท้อนให้เห็นว่าในรัฐธรรมนูญปี 60 หมวดที่ 16 การปฏิรูปประเทศ มาตรา 258 ให้ดำเนินการปฏิรูปประเทศอย่างน้อยในด้านต่าง ๆ ให้เกิดผล ข้อ ก. ด้านการเมือง นั้นมันไม่เดินหน้า ไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย

นอกจากจะได้รณรงค์แล้ว ก็จะมอบคู่มือเอกสารประกอบการตัดสินใจในการออกเสียงประชามติให้นำไปอ่าน สาระสำคัญของเล่มนี้คือรัฐธรรมนูญปี 60 ยึดโยงกับประชาชนน้อยเกินไป ที่มาของ สว. ไม่ได้มาจากประชาชน และทำให้เกิดปัญหาที่เป็นข้อพิพาทเรื่องการฮั้ว สว. ทำให้เกิด สว. กลุ่มใหญ่ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มการเมือง หรือพรรคการเมือง และ สว. เหล่านี้จะไปทำหน้าที่เลือกองค์กรอิสระ อีกทั้งรัฐธรรมนูญฉบับปี 60 ไม่ได้ให้อำนาจประชาชนในการที่จะไปตรวจสอบ ลงมติ หรือถอดถอนองค์กรอิสระเหล่านี้ ไม่ว่าจะทำผิดอะไรก็ตามแต่ ซึ่งตรงนี้อาจจะต้องเพิ่มเติมลงไปให้มันยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น ให้อำนาจของประชาชนมีมากขึ้น เพราะองค์กรอิสระเหล่านี้จะทำหน้าที่สำคัญในการผลักดันประเทศมากมาย ในการควบคุมกลไกต่าง ๆ ของประเทศด้วย

รวมถึงเล่าขั้นตอนของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งหลังจากเราออกเสียงประชามติครั้งที่ 1 แล้วถ้าเห็นชอบให้แก้ไข ก็ทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องกำหนดวิธีที่จะแก้ไขในมาตรา 256 เมื่อได้ระเบียบ วิธี ขั้นตอน และผู้ที่จะแก้รัฐธรรมนูญ ต้องกลับมาให้ประชาชนลงประชามติเห็นชอบครั้งที่ 2 หลังจากนั้นแล้วจึงให้ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้แก้รัฐธรรมนูญ และวิธีการแก้รัฐธรรมนูญ ไปดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญเสร็จเรียบร้อยออกมาแล้ว ก็ให้ประชาชนลงประชามติเห็นชอบเป็นครั้งที่ 3 ถ้าเราเห็นชอบ ก็สามารถนำรัฐธรรมนูญใหม่ไปใช้ได้ ถ้าไม่เห็นชอบ ก็ต้องไปร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่

นายสุรพล กล่าวอีกว่า ในส่วนตัวแล้ว ตนมีข้อปัญหากับรัฐธรรมนูญปี 60 ตรงในส่วนของมาตรา 98 (3) ซึ่งสื่อมวลชนทั้งหลายจะมีปัญหาในข้อนี้ เพราะมาตรานี้กำหนดว่าห้ามไม่ให้ผู้ถือหุ้นในกิจการสื่อลงสมัครรับเลือกตั้งทุกประเภทในระดับต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้เป็นการกีดกันผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ หรือผู้ถือหุ้นสื่อ ซึ่งจริง ๆ แล้วถามว่าข้อนี้ ตนเคยทำการคัดค้านไม่เห็นด้วยมาครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อสมัยรับฟังความคิดเห็นในฐานะสภาพัฒนาการเมือง แต่ยังเห็นว่ายังไม่มีผลออกมาที่ชัดเจน

เมื่อทดลองใช้แล้วจะเห็นว่ามาตรานี้มันไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมสื่อได้ เนื่องจากว่าเมื่อห้ามเจ้าของสื่อหรือถือหุ้นสื่อมาลงสมัครรับเลือกตั้ง เมื่อถูกห้ามลงสมัครก็นำภรรยาหรือบุตรถือหุ้นแทน แล้วตัวเองก็ไปลงเลือกตั้ง หรือถ้าจะถือหุ้นต่อไปก็นำภรรยาหรือบุตรมาลงรับสมัครเลือกตั้ง ซึ่งเราเห็นกรณีแบบนี้มากมาย นั่นหมายความว่าไม่สามารถจะควบคุมไม่ให้สื่อ ใช้สื่อในทางให้คุณให้โทษ หรือทางมิดีมิชอบกับทางการเมืองได้ ตนเสนอว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ควรยกเลิกมาตราดังกล่าว แล้วกำหนดระบุให้มีคณะกรรมการวิชาชีพสื่อ ตั้งขึ้นมาเพื่อทำการตรวจสอบการทำหน้าที่ของสื่อ ซึ่งอาจจะไปให้ทุนให้โทษทางการเมือง ซึ่งอาจจะไปบิดเบือนข้อเท็จจริง หรือก่อให้เกิดผลดี-ผลร้ายต่อนักการเมือง หรือพรรคการเมือง หรือระบบการเมือง ถ้าใครได้รับความเสียหายหรือพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องจากสื่อ สามารถที่จะมาร้องเรียนกับคณะกรรมการวิชาชีพตรงนี้ได้ และสามารถดำเนินคดีได้ นี่คือความคิดของตนสำหรับการแก้รัฐธรรมนูญปี 60

สาครออนไลน์ เรียบเรียงโดย กองบรรณาธิการ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *