ผู้การ ภ. 7 แถลงปิดเกมล่า 2 โจรแสบ ชิงทรัพย์ร้านทองห้างดัง สมุทรสาคร ใช้เวลา 36 ชม. ตามลากคอถึง จ.น่าน

ผบช.ภ. 7 แถลงข่าวรวบ “โจ๊ก-เข้” 2 โจรร่วมกันชิงทรัพย์ร้านทองภายในห้างดังย่าน ถ.เอกชัย จ.สมุทรสาคร ตำรวจใช้เวลาไล่ล่า 36 ชม. ก่อนพบตัวที่รีสอร์ทใน จ.น่าน เผยนายเข้เป็นคนวางแผน จัดหา จยย. – ชุดไรเดอร์ ขับรถพาหลบหนี เจ้าตัวยังให้การภาคเสธ พบประวัติเคยก่อคดีมาแล้วโชกโชน ส่วนนายโจ๊กเป็นคนลงมือ สารภาพอยากตอบแทนนายเข้ แถมจะแบ่งทองให้คนละครึ่ง สุดท้ายได้แค่เงิน 3 พันบาท

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 4 พ.ค. 2569 ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาคร พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 พร้อมด้วย พล.ต.ต.ชมชวิณ ปุระธนานนท์ รอง ผบช.ภ.7, พล.ต.ต.ธีระเดช อธิภัคกุล ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร, พล.ต.ต.กานต์ ธรรมเกษม ผบก.สส.ภ.7, พ.ต.อ.พิเชษฐ์พงศ์ แจ้งค้ายคม รอง ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร, พ.ต.อ.รณกร ประคองศรี รอง ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร, ร.ต.ประพันธ์ ถึกสกุล นายอำเภอเมืองสมุทรสาคร, พ.ต.อ.จักรพงศ์ ตราบดี ผกก.สภ.โคกขาม, พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สิทธิโชคธรรม ผกก.สส.ภ.จว.สมุทรสาคร รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สส.ภ.7, กก.สส.ภ.จว.สมุทรสาคร และ สภ.โคกขาม

ร่วมแถลงข่าวจับกุม นายรัฐธนินท์ เมฆวิลัยจรัส หรือ โจ๊ก อายุ 35 ปี ชาว จ.ลพบุรี กับ นายนนทกร ขาวพราย หรือ เข้-ยักษ์ อายุ 34 ปี ชาว จ.นครสวรรค์ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรสาคร  ข้อหา “ร่วมกันชิงทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยมอมหน้าหรือทำด้วยประการอื่นเพื่อ ไม่เห็นหรือจำหน้าได้ โดยมีหรือใช้อาวุธ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือเพื่อพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้น การจับกุม ร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือ ทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ตามสมควรแก่พฤติการณ์” พร้อมของกลาง รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า คลิก สีดำ – ชมพู ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน, รถยนต์ยี่ห้อซูซูกิ เซียส RS VCT สีแดง ทะเบียน 9กษ 2314 กรุงเทพมหานคร และหมวกคลุมใบหน้าที่คนร้ายใช้สวมใส่ในวันก่อเหตุ

พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 กล่าวว่า เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2569 เวลา 19.50 น. นายโจ๊ก ได้เข้าไปชิงทรัพย์ทองรูปพรรณ ที่ร้านทองเยาวราชกรุงเทพ สาขามหาชัย 2 ตั้งอยู่ภายในห้างบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ สาขามหาชัย 2 ถ.เอกชัย หมู่ 4 ต.โคกขาม อ.เมืองฯ จ.สมุทรสาคร โดยสวมเสื้อแจ็คเก็ตไรเดอร์​สีเขียว-ขาว สวมหมวกปกคลุมใบหน้า เมื่อเข้าไปภายในร้านได้บอกว่ามีของมาส่ง แล้วชักอาวุธปืน (ปลอม) ออกมาข่มขู่พนักงาน ก่อนที่จะกระโดดข้ามตู้กระจกเข้าไปปลดทองรูปพรรณที่แขวนอยู่ ซึ่งจากการตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วพบว่ามีทองรูปพรรณสูญหายไปทั้งสิ้น 16 บาท จากนั้นคนร้ายได้หลบหนีไป แล้วก็ไปจอดรถจักรยานยนต์ทิ้งไว้ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งไม่ไกลจากที่เกิดเหตุมากนัก ก่อนที่จะขึ้นรถยนต์ที่มีนายเข้หรือยักษ์จอดรออยู่ แล้วก็ขับรถหลบหนีไปด้วยกัน โดยนายเข้ขับรถพาไปแวะพักที่บ้านเกิด จ.นครสวรรค์ ก่อน แล้วจึงหนีต่อไปที่ จ.น่าน

ต่อมาเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 2 พ.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.เมืองน่าน ร่วมกับ กก.สส.ภ.จว.น่าน ตรวจพบรถต้องสงสัยจอดอยู่ที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งในพื้นที่บ้านสวนหอม ต.ผาสิงห์ อ.เมืองฯ จ.น่าน จึงเข้าตรวจสอบ พบผู้ต้องหาทั้ง 2 รายเข้าพักแยกห้องกัน จึงแสดงตัวเข้าควบคุมตัวไว้ได้พร้อมกันภายในเวลา 36 ชั่วโมง โดยในชั้นจับกุมนั้นนายนนทกร ขาวพราย หรือ เข้ (ยักษ์) ให้การรับสารภาพว่าร่วมกันก่อเหตุชิงทรัพย์ แต่พอนำตัวมาในชั้นสอบสวนกลับยังให้การภาคเสธ แต่ทางตำรวจก็มีหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ซึ่งนายเข้ เคยถูกจับกุมมาก่อนหน้านี้ในคดีลักทรัพย์ผู้อื่นเป็นทองรูปพรรณเกือบ 300 บาท ในพื้นที่ จ.น่าน และยังมีคดีอื่นๆ อีกเพียบ ต่อมาได้มาอยู่ที่ จ.สมุทรสาคร มีบ้านพักอยู่ในพื้นที่แถว ต.บางโทรัด

และก่อนที่ทั้ง 2 คนจะร่วมกันลงมือชิงทรัพย์นั้น จากคำให้การของนายโจ๊ก บอกว่า นายเข้ ได้มีการวางแผนมาอย่างดี โดยมีการมาดูลาดเลา 3-4 วันก่อนลงมือ  ไปซื้อรถจักรยานยนต์มือสองมาไว้ก่อน 2 วัน แล้วนำรถจักรยานยนต์มาจอดไว้ในจุดที่จะทำการเปลี่ยนถ่ายรถ เป็นผู้จัดหาอาวุธปืนปลอม ชุดไรเดอร์ เพื่อให้นายโจ๊กไปลงมือชิงทรัพย์ เมื่อถึงวันที่นัดหมายเป็นผู้พานายโจ๊กมายังรถจักรยานยนต์ที่จอดไว้ แล้วก็ให้นายโจ๊กไปก่อเหตุ พอได้ทรัพย์มาแล้วก็เอารถจักรยานยนต์มาจอดทิ้งไว้ที่เดิม ก่อนพานายโจ๊กขึ้นรถยนต์หลบหนีไป ส่วนของกลางนั้นตอนนี้ยังอยู่ระหว่างการติดตาม เพราะนายโจ๊กบอกว่าทรัพย์ทั้งหมดอยู่ที่นายเข้ ส่วนนายเข้ก็ยังไม่ยอมให้การใด ๆ ในชั้นสอบสวน

ทางด้านนายรัฐธนินท์ เมฆวิลัยจรัส หรือ โจ๊ก รับสารภาพว่าตนเป็นผู้ลงมือชิงทองจริง โดยที่ทำไปเพราะต้องการทดแทนบุญคุณนายเข้ ที่ให้ที่กินที่หลับนอน เนื่องจากตนเองตกงาน อีกทั้งยังมาจากความโลภเพราะนายเข้บอกจะแบ่งทองให้คนละครึ่ง แต่จนถึงขณะนี้ตนก็ยังไม่ได้ทองเลยสักบาท ได้แค่เงิน 3,000 บาทเท่านั้น ส่วนสาเหตุที่นายเข้วางแผนให้ตนไปชิงทองนั้น เชื่อได้ว่าน่าจะมาจากต้องการหาเงินไปใช้หนี้ เพราะตนเห็นมีคนมาทวงหนี้นายเข้อยู่หลายครั้ง

พล.ต.ท.พิสิฐฯ ผบช.ภ.7 กล่าวทิ้งท้ายว่า ผู้ต้องหาทั้ง 2 คนนั้นมีหลักฐานเพียงพอในการดำเนินคดีตามกฎหมาย ขณะที่กรณีที่มีผู้โพสต์ข้อความอันเป็นการด้อยค่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น ส่วนตนและผู้ปฏิบัติงานไม่ได้คิดที่จะไปเอาผิดประการใด แต่ก็อยากจะฝากไว้ว่า อย่าใช้โซเชียลมาด้อยค่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทย เพราะทุกคนทำงานด้วยความตั้งใจจริง แต่การจะจับกุมใครนั้นต้องขึ้นอยู่กับหลักฐานและความยากง่ายในการทำงาน จึงอยากให้ทุกคนเข้าใจและให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานเพื่อความสงบสุขของสังคม

ทั้งนี้ หลังจากที่ทำการแถลงข่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทาง ผบช.ภ.7 และเจ้าหน้าที่ตำรวจฯ ก็ได้ควบคุมตัวนายโจ๊ก ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพในที่เกิดเหตุ ณ ร้านทองเยาวราชกรุงเทพ สาขามหาชัย 2 ภายในห้างบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ สาขามหาชัย 2 ถ.เอกชัย ก่อนที่จะนำตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สาครออนไลน์ เรียบเรียงโดย กองบรรณาธิการ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *