“บิ๊กราญ” นำทีมลากคอจีนเทาหนีคดี ชุบตัวใช้นอมินีเปิดโรงงานยาง 600 ล้าน จ.สมุทรสาคร ซ้ำนำลูกชายสวมสิทธิคนไทย

“บิ๊กราญ” รอง ผบ.ตร. ร่วมกับกรมการปกครอง บุกทลายจีนเทาเปิดบริษัทนอมินีโรงงานยาง มูลค่ากว่า 600 ล้านบาท พื้นที่ ต.อ้อมน้อย จ.สมุทรสาคร พบเจ้าของฯ หลบหนีคดีคอรัปชันจากจีน ชุบตัวถือพาสปอร์ตเมียนมาเข้าไทยกว่า 10 ปี ซ้ำยังพาลูกชายสวมสิทธิบัตรประชาชนคนไทย เตรียมโอนทรัพย์สินให้ทั้งหมด

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 16 ก.ย. 2569 พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ รอง ผบช.สพฐ.ตร. นายอำนาจ เจริญศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร นายพีรธร วิมลโลหะการ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายและรองโฆษกประจำสำนักงาน ปปง. พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3 รวมถึงคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E)  กรมการปกครอง นำกำลังเข้าตรวจค้นบริษัทนอมินี โรงงานผลิตยางรถยนต์แห่งหนึ่ง ในพื้นที่หมู่ 1 ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร

โดยร่วมกันจับกุมตัว นายลี่ (MR.LI) หรือนาย อายุ 43 ปี ผู้ต้องหารายสำคัญที่ทางการจีนต้องการตัว โดยหลบหนีคดีทุจริตนำเงินทุนมาฟอกขาวในประเทศไทยนานกว่า 10 ปี และยังใช้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว (นอมินี) เปิดบริษัท 3 แห่ง ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ภายในโรงงานดังกล่าว นอกจากนี้ ผู้ต้องหานำลูกชายมาสวมทะเบียนได้บัตรประชาชนคนไทย และจะโอนทรัพย์สินทั้งหมดให้กับลูกชาย ซึ่งผู้ต้องหาคิดว่าได้สวมสิทธิเป็นคนไทยแล้ว สร้างความเสียหายและเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

การเปิดปฏิบัติการครั้งนี้ สืบเนื่องจากชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย พบผู้ต้องสงสัย คือ นายเมียว แลท (MR.MYO LATT) สัญชาติเมียนมา ใช้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว (นอมินี) เปิดบริษัทต้องสงสัย 3 แห่ง และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เดียวกัน ได้แก่ บริษัท เคทองลี่, บริษัท เออีซี และบริษัท เคทีแอล มีทุนจดทะเบียนรวม 191 ล้านบาท ถือครองที่ดินรวม 7 แปลง ซึ่งถูกใช้เป็นที่อยู่อาศัย โรงงาน และให้เช่าประกอบกิจการ เนื้อที่รวม 28 ไร่ 2 งาน 9.4 ตร.ว. มูลค่ารวมประมาณ 600 ล้านบาท ซึ่งนายเมียว มีชื่อถือหุ้นโดยตรงและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจใน 3 บริษัท จากการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน พบว่าผู้ถือหุ้นคนไทยประกอบอาชีพขับรถรับจ้างอิสระ เคยทำงานขับรถ-ส่งสินค้าให้กับ บริษัท เออีซี เป็นประจำ แต่ไม่เคยลงทุนหรือถือหุ้นในบริษัทแต่อย่างไร

จุดสำคัญคือระบบจดจำใบหน้า ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตรวจพบว่านายเมียว แลท สัญชาติเมียนมา อาจเป็นบุคคลเดียวกับนายลี่ หรือนายเว่ยตง (MR.WEIDONG) สัญชาติจีน จึงประสานไปยังทางการตำรวจของสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อตรวจสอบข้อมูลของนายลี พบว่าเป็นผู้ต้องหาที่ทางการจีนต้องการตัว กระทำผิดฐานสนับสนุนการทุจริตในโครงการของรัฐ หลังจากก่อเหตุ นายลี่ ได้หลบหนีออกนอกประเทศจีน โดยระหว่างปี พ.ศ. 2556 – 2559 นายลี เคยใช้หนังสือเดินทางจีนเดินทางเข้า-ออกประเทศไทยรวม 14 ครั้ง ก่อนเปลี่ยนมาใช้ตัวตนเป็น นายเมียว แลท พร้อมหนังสือเดินทางเมียนมา ตั้งแต่ปี 2561 และเดินทางเข้า-ออกประเทศไทยอีกถึง 48 ครั้ง ตำรวจจึงรวบรวมหลักฐานขอศาลจังหวัดสมุทรสาคร ออกหมายจับในความผิดเกี่ยวกับการใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว และประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมาย พร้อมเข้าตรวจค้นบริษัททั้ง 3 แห่ง

เจ้าหน้าที่ฯ ยังตรวจยึดเอกสารสำคัญ รวมถึงโฉนดที่ดินและสัญญาซื้อขายมูลค่า 9 ล้านบาท เพื่อตรวจสอบขยายผล ซึ่งในระหว่างตรวจค้นพบ นายธนดล (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 19 ปี ลูกชายของนายลี่ ผู้ต้องหา ซึ่งแสดงบัตรประชาชนไทยระบุว่าเป็นผู้เกิดและมีสัญชาติไทย ที่อยู่ ต.บ้านหลวง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ แต่เมื่อตรวจสอบลายนิ้วมือกลับพบว่าตรงกับ นายจีเซ็ง (MR.JIZENG) สัญชาติจีน ซึ่งเคยใช้หนังสือเดินทางจีนเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย และการออกบัตรประชาชนไทยครั้งแรกของนายธนดล เมื่อปี 2566 ยังเชื่อมโยงถึงอดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ จากคดีช่วยเหลือคนต่างด้าวสวมสิทธิทำบัตรประชาชน

ตำรวจจึงได้ทำการควบคุมตัวทั้งนายลี และ นายธนดล ดำเนินคดี พร้อมเก็บตัวอย่าง DNA ของทั้งคู่ และยังจับกุม น.ส.นาฝา (ขอสงวนนามสกุล) ชาว จ.เชียงใหม่ หญิงไทยที่ระบุว่าเป็นมารดาตามทะเบียนราษฎร เบื้องต้นพบว่ามีส่วนรู้เห็นในการสวมสิทธิบัตรประชาชน โดยนางนาฝา อ้างว่ายินยอมให้ชาวจีนนำชื่อลูกชายที่เสียชีวิตตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ไปสวมสิทธิ เพราะตอนนั้นยังไม่ได้แจ้งการเสียชีวิต แล้วมีเจ้าหน้าที่รัฐมาขอใช้ชื่อลูกชายให้กับเด็กชายชาวจีน โดยได้รับค่าเดินทาง 500 บาท ซึ่งตนเองไม่รู้ว่าการกระทำดังกล่าวนั้นผิดกฎหมาย เพราะไม่รู้หนังสือ  

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบประวัติของนายเมียว แลท หรือนายลี่ พบว่าเคยก่อเหตุทำร้ายร่างกาย น.ส.ลู่ สัญชาติจีน ลูกจ้างพนักงานบริษัท เออีซี เมื่อปี พ.ศ. 2564 โดยใช้เท้าเตะศีรษะ 1 ครั้ง ทำลายทรัพย์สินโดยขว้างคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กของ น.ส.ลู่ จนพังเสียหาย และใช้มีดข่มขู่บังคับให้ น.ส.ลู่ เซ็นเอกสารรับสภาพหนี้ 15 ล้านบาท อีกทั้งได้บุกรุกเข้าไปในห้องพักเพื่อลักทรัพย์สินและเอกสารสำคัญไปหลายรายการ ก่อนใช้เทปใสมัดมือ เอากระสอบพลาสติกคลุมศีรษะ ใช้เทปใสปิดปากไม่ให้ร้องขอความช่วยเหลือ ทำร้ายอย่างทารุณด้วยการกดศีรษะลงบ่อน้ำ และใช้แก๊สจุดไฟลนตามร่างกาย พร้อมทั้งนำเงินสดไป

จนกระทั่ง น.ส.ลู่ สามารถหลบหนีออกมาขอความช่วยเหลือ และได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีที่ สภ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2566 ศาลจังหวัดสมุทรสาครพิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี 30 วัน นายเมียวยื่นอุทธรณ์สู้คดี จากนั้นเมื่อปี พ.ศ. 2568 ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี 22 เดือน และปรับ 20,000 บาท ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างศาลฏีกาพิจารณา

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะบูรณาการทุกหน่วยงาน เดินหน้าปราบปรามการสวมสิทธินอมินี และอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อปิดช่องโหว่ระบบข้อมูลทะเบียนราษฎร และปกป้องความมั่นคงของประเทศ พร้อมขอประชาชนแจ้งเบาะแสการทุจริตทางทะเบียน หรือพฤติการณ์ผิดปกติได้ที่สถานีตำรวจทั่วประเทศ หรือสายด่วน 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง

สาครออนไลน์ เรียบเรียงโดย กองบรรณาธิการ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *