“พิพัฒน์” โต้ดราม่าปิดพระราม 2 ช่องทางหลัก 100% เฉพาะจุดเสี่ยง ไม่ใช่ทั้งเส้น ย้ำไม่มีอุ้มผู้รับเหมา

“พิพัฒน์” รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม แจงปิด ถ.พระราม 2 ช่องทางหลัก 100% คือปิดจุดเสี่ยง ไม่ใช่ปิดถนนทั้งสาย ย้ำประชาชนต้องปลอดภัยสูงสุด ไม่มีการอุ้มผู้รับเหมาประมาทเลินเล่อ สั่ง ทล. กางผังจราจรพระราม 2 ละเอียด รับมือซ่อมโครงสร้างมอเตอร์เวย์ M82

วันนี้ (25 ม.ค.) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยกรณีแนวทางการแก้ไขปัญหาการก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 (มอเตอร์เวย์ M82) สายทางยกระดับบางขุนเทียน – บ้านแพ้ว โดยเฉพาะประเด็นการปิดพื้นที่ก่อสร้าง 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทำให้ประชาชนเกิดความกังวลนั้น นายพิพัฒน์ ชี้แจงว่า คำว่าปิด 100 เปอร์เซ็นต์ ที่มีการแถลงข่าวไปเมื่อวันที่ 23 ม.ค ที่ผ่านมา ไม่ใช่การปิดถนนพระราม 2 ทั้งเส้นเป็นการถาวร หรือผลักภาระให้พี่น้องประชาชนต้องเผชิญปัญหารถติดโดยไม่จำเป็น แต่หมายถึง การปิดถนนเฉพาะจุดที่จำเป็นต้องเร่งปรับปรุงซ่อมแซมงานก่อสร้างที่เกิดความเสียหายโดยเร็วที่สุดและให้กระทบพี่น้องประชาชนน้อยที่สุด โดยความปลอดภัยต้อง 100 เปอร์เซ็นต์

โดยตนได้รับฟังเสียงสะท้อนจากพี่น้องประชาชน ที่กังวลว่าหน่วยงานราชการกำลังเข้าข้างผู้รับเหมาให้ทำงานง่ายขึ้น โดยไม่คำนึงถึงความลำบากของประชาชน ซึ่งตนขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง รัฐบาลไม่มีนโยบายอุ้มผู้รับเหมาที่ประมาทเลินเล่อ ส่วนบทลงโทษทางกฎหมาย หรือการตรวจสอบข้อเท็จจริงในการพิจารณาการขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) นั้น ยังคงเดินหน้าอย่างเฉียบขาด และจะไม่ยอมให้มีความเสี่ยงในการทำงานที่กระทบต่อพี่น้องประชาชน เช่น กรณีมีการก่อสร้าง ยกวัสดุอยู่ด้านบนเส้นทางการสัญจรของประชาชน หรือจุดที่โครงสร้างเสียหายรุนแรง มีความจำเป็นต้องปิดกั้นพื้นที่ในจุดนั้น ๆ อย่างเด็ดขาดเป็นการชั่วคราว

เพื่อให้มั่นใจว่าพี่น้องประชาชนจะสัญจรในเส้นทางที่กำหนดไว้ โดยไม่ได้รับอันตรายจากการก่อสร้างหรือแก้ไขงาน ซึ่งตนเข้าใจดีว่า การอำนวยความสะดวกนั้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่ความปลอดภัยในชีวิตของพี่น้องประชาชนคือสิ่งสำคัญสูงสุด จึงได้มีการสั่งการให้กรมทางหลวงได้บริหารการจัดการเส้นทางการจราจร ในช่วงที่มีการก่อสร้างซ่อมแซมพื้นที่ดังกล่าว เพื่อลดผลกระทบต่อการเดินทางของพี่น้องประชาชน

ทางด้าน นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยรายละเอียดการปฏิบัติงานรื้อถอนพื้นสะพานช่วงที่เสียหายจากเครน LG (Launching Gantry Crane) ถล่มมากระแทก และการเทคอนกรีตเชื่อมสะพานคานยื่นข้ามแม่น้ำท่าจีน (Closure) เพื่อรื้อถอนนั่งร้านชั่วคราว ช่วง กม.29+100 ถึง กม.32+100 ระยะทาง 3 กม. ว่า กรมทางหลวงตระหนักดีว่าการปิดช่องทางหลักนั้น ส่งผลกระทบต่อการเดินทาง จึงได้จัดทำ “แผนบริหารจัดการจราจรและประเมินผลกระทบ” เพื่อให้ประชาชนวางแผนการเดินทางได้ชัดเจน โดยก่อนหน้านี้ได้มีการจัดการจราจร ช่องทางหลัก 3 ช่องจราจร และช่องทางขนาน (Frontage Road) 2 ช่องจราจร รวมทั้งหมด 5 ช่องจราจรต่อทิศทาง หรือ 10 ช่องจราจรรวม 2 ทิศทาง

โดยส่วนช่วงปิดซ่อมแซม ถ.พระราม 2 กม.29+100 ถึง กม.32+100 ให้ปิดช่องทางหลักทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ จำนวน 3 ช่องจราจร เพื่อความปลอดภัยสูงสุดขณะรื้อถอนสะพานและเทคอนกรีตเชื่อมสะพานคานยื่นและ คงเหลือช่องทางขนาน เปิดใช้งาน 2 ช่องจราจรต่อทิศทาง หรือรวม 4 ช่องจราจรในสองทิศทาง โดยมีมาตรการเสริมในการดำเนินการอำนวยการจราจร คือ การปรับกายภาพทางเชื่อม และปรับจุดเข้า-ออก เพื่อลดจุดคอขวดของกระแสจราจร และเพิ่มความคล่องตัวในการสัญจร

ส่วนการประเมินผลกระทบจากการคำนวณทางวิศวกรรมจราจร คาดว่าความสามารถในการรองรับปริมาณรถ จะลดลงประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ โดยในช่วงเวลาเร่งด่วนคาดว่าจะมีความยาวแถวคอยสะสมประมาณ 4 กม. จึงได้วางแผนแก้การจราจร โดยจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสาจราจรประจำจุดทางเบี่ยงตลอด 24 ชม.

โดยกรมทางหลวง จะกำหนดแผนการทำงาน (Sequence) ให้กระชับ เพื่อจะปิดการจราจรทางหลักทั้งสองทิศทาง เฉพาะเท่าที่จำเป็น โดยบางวันจะปิดช่องทางหลักเพียง 1 ทิศทาง เพื่อคืนผิวจราจรให้วิ่งเพิ่มขึ้นอีก 3 เลนต่อทิศทาง เพื่อช่วยระบายรถ และอาจเปิดใช้เป็นช่องทางพิเศษ (Reversible lane) เพื่อลดผลกระทบการจราจรและจะเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลอำนวยการจราจรบริเวณทางที่เชื่อมเข้า-ออก ถ.พระราม 2 เพื่อช่วยเพิ่มความคล่องตัวของช่องทางขนาน ให้สอดคล้องกับปริมาณรถ โดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วนต่อไป

นายปิยพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมถึงความคืบหน้างานวิศวกรรมว่า ขณะนี้ทีมผู้เชี่ยวชาญได้รื้อย้ายซากเครน LG และชิ้นส่วนที่เสียหายลงมาแล้วอย่างปลอดภัย และจำเป็นต้องเร่งดำเนินการใน 2 ส่วนสำคัญ คือ 1. รื้อถอนพื้นสะพานช่วงที่เสียหายจากเครน LG ถล่มมากระแทก และ 2. เทคอนกรีตเชื่อมต่อสะพานแบบคานยื่นข้ามแม่น้ำท่าจีน เพื่อให้โครงสร้างแข็งแรงสมบูรณ์ และเร่งรื้อถอนนั่งร้านชั่วคราว โดยคาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 60 วัน โดยดำเนินการตั้งแต่ 24 ม.ค. 2569 ถึง 27 มี.ค. 2569 ซึ่งกรมทางหลวงต้องขออภัยในความไม่สะดวก และขอความร่วมมือประชาชนวางแผนการเดินทางล่วงหน้า หรือใช้เส้นทางเลี่ยงตามที่ได้ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ

ทั้งนี้ กรมทางหลวงได้ยกระดับมาตรการความปลอดภัย 5 มิติ ตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยเน้นย้ำว่าค่าใช้จ่ายในการดำเนินการรื้อถอน การจ้างผู้เชี่ยวชาญอิสระ  และมาตรการความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด บริษัทผู้รับจ้าง คือ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว

สาครออนไลน์ เรียบเรียงโดย กองบรรณาธิการ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *