
การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 “พรรคภูมิใจไทย” เป็นอีกหนึ่งตัวเต็งที่มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ ได้เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคร่วมกับ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แท็กทีมผู้มีความรู้ความสามารถอย่าง ศุภจี สุธรรมพันธุ์, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ทำงานขับเคลื่อนประเทศร่วมกัน
ชูสโลแกน “พูดแล้วทำพลัส” งัดนโยบายเด็ดมัดใจประชาชน เช่น คนละครึ่งพลัส, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐพลัส, เศรษฐกิจโต จีดีพี 3% ด้วยมาตรการ 10 พลัส, ปราบสแกมเมอร์ ทลายทุนเทา ไม่เอากาสิโน, สร้างกำแพงป้องกันภัยรุกรานยาเสพติด, ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท, การศึกษาเท่าเทียมพลัส เป็นต้น
สำหรับจังหวัดสมุทรสาคร พรรคภูมิใจไทย ส่งผู้สมัคร สส. ลงครบทั้ง 4 เขต ประกอบด้วยนักการเมืองมากประสบการณ์ ได้แก่ เขต 2 “อนุสรณ์ ไกรวัตนุสสรณ์” อดีต สส. สมุทรสาคร 1 สมัย, เขต 4 “ปัญญา ชวนบุญ” อดีตประธานสภา อบจ.สมุทรสาคร และเขต 3 “ธนวัฒน์ ทองโต” อดีตสมาชิกสภา อบจ.สมุทรสาคร ร่วมกับผู้สมัครหน้าใหม่ เขต 1 “ธนชิต ทัศนีย์ไตรเทพ” น้องเล็กของค่ายสีน้ำเงินสมุทรสาคร

สำหรับ ธนชิต ทัศนีย์ไตรเทพ หรือ พีท ผู้สมัคร สส. สมุทรสาคร เขต 1 หมายเลข 3 พรรคภูมิใจไทย เป็นอีกหนึ่งผู้สมัคร สส. คนรุ่นใหม่ในสนามเลือกตั้งนี้ แม้จะเป็นครั้งแรกของเจ้าตัวด้วยวัย 35 ปี แต่โปรไฟล์ไม่ธรรมดา เป็นชาวมหาชัยโดยกำเนิด ศิษย์เก่าจากรั้วชงโคสีม่วง กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย จบปริญญาตรีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ก่อนบินลัดฟ้าไปศึกษาต่อปริญญาโท คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตไก ประเทศญี่ปุ่น หลังเรียนจบได้ทำงานเป็นวิศวกรดูแลด้านระบบการผลิตไฟฟ้า แก่โรงไฟฟ้าของ กฟผ. ในบริษัทชื่อดังแห่งหนึ่ง
เคยผ่านเวทีการเมืองระดับท้องถิ่น โดยเป็นอดีตสมาชิกสภาเทศบาลนครสมุทรสาคร เขต 2 ระหว่างปี 2565-2568 ขณะดำรงตำแหน่งได้เป็นคณะทำงานคอยขับเคลื่อนในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านการศึกษาของโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครสมุทรสาคร คณะทำงานด้านการประชาสัมพันธ์ ฯลฯ กระทั่งมาเป็นคณะทำงานให้กับ ศุภมาศ อิสรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก่อนลงเลือกตั้ง สส. ครั้งนี้
“สาครออนไลน์” ได้มีโอกาสพูดคุยกับ “พีท – ธนชิต ทัศนีย์ไตรเทพ” จากวิศวกรหนุ่ม มาเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น และก้าวเข้าสู่การเมืองระดับชาติเป็นครั้งแรก

Q : ช่วยบอกเล่าประวัติส่วนตัว และประสบการณ์ทำงาน
ธนชิต – ถ้าเป็นด้านประวัติการศึกษา ผมจบจากโรงเรียนสมฤดีสมุทรสาครตอนอนุบาล ส่วนชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาเรียนจบที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เรียนต่อปริญญาตรีวิศวกรรมเครื่องกลที่พระจอมเกล้าลาดกระบัง แล้วก็ได้ทุนไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยโตไก ที่ประเทศญี่ปุ่น เรียนจบกลับมาได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง สามารถสื่อสารได้ 3 ภาษา ไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น ส่วนประสบการณ์ทำงาน เคยเป็นวิศวกรของบริษัทเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง เป็นบริษัทของญี่ปุ่น เป็นล่ามภาษาญี่ปุ่น เคยเป็นสมาชิกสภาเทศบาลนครสมุทรสาคร และเคยเป็นคณะทำงานของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีครับ
Q : เริ่มเข้าสู่การทำงานการเมือง เป็นสมาชิกสภาเทศบาลนครสมุทรสาครอย่างไร มีผลงานที่ผ่านมาอะไรบ้าง?
ธนชิต – ต้องบอกว่าตอนที่เรียนอยู่ญี่ปุ่น เราได้เห็นบ้านเมืองของเขาที่มันเจริญมาก ๆ ทั้งทางด้านเรื่องสาธารณสุข การขนส่ง สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของคน ทำให้เรารู้สึกว่าอยากให้จังหวัดสมุทรสาครของเราดีขึ้นแบบนั้นบ้าง ทำไมญี่ปุ่นถึงมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ทำไมสมุทรสาครของเราถึงซบเซาลงเรื่อย ๆ ก็เลยรู้สึกว่าอยากทำให้เป็นแบบนั้น และที่สำคัญพอเราได้รับทุนเรียนฟรีมา ก็อยากให้เด็กหลายคนในจังหวัดสมุทรสาคร ได้รับโอกาสทางการศึกษาเหมือนกับเราบ้าง ก็เลยรู้สึกว่าถ้าเราเริ่มจากสมาชิกสภาเทศบาลฯ หรือเรามีโอกาสทำเพื่อท้องถิ่นได้ เราก็จะลงมือทำ เรารู้สึกว่าเราเป็นจุดเล็ก ๆ ที่สามารถทำให้มันใหญ่ขึ้นได้ในอนาคตน่ะครับ
Q : ตอนเป็นสมาชิกสภาเทศบาลฯ ได้ผลักดันเรื่องใดไว้บ้าง?
ธนชิต – ถ้าตอนเป็นสมาชิกสภาเทศบาลฯ ใช่ไหมครับ เราจะเน้นเรื่องการศึกษาเป็นหลัก ตรงนั้นคือสิ่งที่ทำ แล้วดูเรื่องห้องเรียน 3 ภาษา มีการนำครูนานาชาติมาสอนในโรงเรียนรัฐ เป็นครูเจ้าของภาษา มีโครงการอีสปอร์ต ที่เป็นคนริเริ่มขึ้นมาทำ และก็ช่วยดูแลเรื่องสถานการณ์โควิด-19 ตอนนั้นเป็นคนจัดการและวางแผน คิดโครงการกับ สปสช. เช่น โครงการแว่นตาเพื่อประชาชน โครงการผ้าอ้อมผู้ใหญ่เพื่อผู้ป่วยติดเตียง และก็ปกติก็ดูพวกการจัดการทั่วไปด้วยครับ

Q : พูดถึงการขยับขึ้นไปทำงานการเมืองระดับชาติ อะไรที่ทำให้เราตัดสินใจเลือกพรรคภูมิใจไทย?
ธนชิต – เรารู้สึกว่าจังหวัดสมุทรสาครเสียโอกาสมานานถึง 10 ปี ทั้ง ๆ ที่เราเป็นจังหวัด 1 ใน 5 ของประเทศที่เสียภาษีเยอะที่สุด แต่งบประมาณแทบจะลงมาไม่ถึงจังหวัดเรา เราพลาดโอกาสไปหลาย ๆ อย่าง ดังนั้นวันนี้เรามีสิทธิที่ได้รับการคัดเลือกจากภูมิใจไทย เราเลยรู้สึกว่าถ้าเราได้เป็น สส. หรือเสียงข้างมาก เราจะสามารถทำให้งบประมาณหลาย ๆ อย่างกลับมาสู่จังหวัดของเราได้ นี่คือสิ่งที่คิดว่าทำไมถึงขยับขึ้นไป
ส่วนการตัดสินใจเลือกพรรคภูมิใจไทย เป็นคำถามที่เจอบ่อยที่สุดตลอดการลงพื้นที่ ต้องบอกว่าภูมิใจไทยเป็นพรรคที่ให้โอกาสพีทได้เข้าไปอยู่ สามารถแสดงความคิดเห็น และก็ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ สามารถโปรโมทในสิ่งที่เป็นตัวเองมากกว่าพรรคอื่น ๆ อีกอย่างพรรคการเมืองอื่นก็มีตัวเลือกของเขาอยู่แล้ว ดังนั้นเราคิดว่าเราไม่ไปเบียดเบียนใครดีกว่านะครับ แล้วเราก็รู้สึกว่าพรรคการเมืองนี้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และก็มีสิทธิที่จะได้เป็นเสียงข้างมาก ดังนั้นถ้าเราจะมองเห็นว่าทำอย่างไรให้จังหวัดเราก้าวไปข้างหน้าและเป็นเสียงข้างมากได้ ก็เลยตัดสินใจเลือกพรรคภูมิใจไทยครับ

Q : คิดว่าอะไรเป็นจุดแข็งของพรรคภูมิใจไทย?
ธนชิต – พรรคภูมิใจไทยมีนโยบายเป็นรูปธรรมและจับต้องได้ ไม่ได้ขายฝัน เพราะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา ที่พรรคภูมิใจไทยได้ทำ มันทำให้เราเห็นเลยว่าเป็นพรรคที่ลงมือทำจริง และก็ใช้รัฐมนตรีคนนอกเข้ามาช่วยให้มันสามารถเห็นผลงานได้ชัดเจนมากจริง ๆ เช่น คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ คุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นที่กล่าวขานกันว่า 2 เดือนยังขนาดนี้ 4 ปี ประเทศไทยจะไปขนาดไหน
Q : พูดถึงแคนดิเดทนายกฯ ทั้งสองท่าน คือ นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล และคุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ทั้งสองท่านมีจุดเด่นอย่างไรบ้าง?
ธนชิต – ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นคนที่รู้จักตัวเอง รู้ว่าตัวเองเก่งด้านไหน และตัวเองไม่เก่งด้านไหน แต่การที่ท่านรู้ตัวว่าไม่เก่งด้านไหน ท่านสามารถไปดึงคนที่เก่งจริง ๆ ลงมาทำงานตรงนั้นแทนท่านได้ มันเหมือนคนที่ยอมรับตัวเองและก็พร้อมที่จะพัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ นี่คือจุดที่ทำให้เรารู้สึกว่า ผู้นำที่ดี ไม่ใช่ผู้นำที่คิดว่าตัวเองเก่งทุกอย่าง แต่เป็นผู้นำที่ยอมรับตัวเองเป็น และก็เปิดโอกาสให้ผู้ที่ชำนาญทางด้านอื่น ๆ เข้ามาร่วมงานและช่วยงานกันแทนท่าน ก็เลยตัดสินใจเลือกท่านอนุทิน
และท่านสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อย่างที่เห็นคือท่านเป็นคนที่ทำมากกว่าพูด เป็นคนที่พูดน้อย ค่อย ๆ พูด แต่ทุกคำที่พูดคือคิดมาแล้วว่าจะพูดแบบนี้ จะทำแบบนี้ เห็นได้ว่าการที่ท่านสีหศักดิ์ไปเป็นทูตดูแลกระทรวงการต่างประเทศ ทุกอย่างท่านทำเพื่อคนไทยจริง ๆ ท่านบอกเสมอว่าคนไทยมีศักดิ์ศรี แล้วท่านก็จะหาวิธีทำอย่างไรก็ได้ให้เห็นว่าคนไทยไม่ได้แพ้ใครในโลก

Q : การหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ ใช้วิธีการใดในการเข้าหาชาวบ้าน และผลตอบรับเป็นอย่างไร?
ธนชิต – การเข้าหาชาวบ้านได้มากที่สุดก็คือการเดิน เดินมากที่สุดครับ ถ้าเราไม่เดินจะไม่รู้เลยว่าชาวบ้านเป็นอย่างไร เราจะไม่สามารถสัมผัสชาวบ้านได้เลย ตลอดการหาเสียงตั้งแต่วันที่ได้เบอร์มา พีทก็ลุยเดินทุกวัน วันหนึ่งไม่ต่ำกว่า 20 กม. การที่เดินทำให้เราเห็นอะไรหลาย ๆ อย่าง มุมมองที่มันกว้างขึ้น ได้เจอกับพ่อแม่พี่น้องที่เราไม่เคยสัมผัส พื้นที่ใหม่ ๆ ทำให้เราเข้าใจถึงปัญหาจริง ๆ คือถ้าเราไม่ลงไปพื้นที่ เราก็จะไม่เห็นเลยว่าปัญหาที่เขาต้องการแก้ไขมีอะไรบ้าง เราจะเห็นแต่ภาพใหญ่ ซึ่งภาพเล็ก ๆ มันก็คือสิ่งหนึ่งที่ชาวบ้านเขาต้องการจริง ๆ ดังนั้นการเดินคือการหาเสียงที่ดีที่สุดนะครับ
แต่ทีนี้เรื่องของการเดินลงพื้นที่แล้ว พีทก็เลยนำทุกอย่างมาลงในโซเชียลด้วย เราได้นำความรู้ทางด้านวิศวกรที่เราเคยมี เคยปฏิบัติงานมา ผนวกกับงานทางด้านพื้นที่ ที่เราเคยเป็นสมาชิกสภาเทศบาลฯ มาก่อน มาทำร่วมกัน แล้วก็เอาไอเดียต่าง ๆ นำเสนอออกไป ไม่ว่าจะเป็นไอเดียด้านการดูแลผู้สูงอายุ หรือไอเดียการจัดการขยะ “ตะแกรงพลัส” ที่ประตูระบายน้ำ ป้องกันปัญหาขยะเข้าไปติดในเครื่องสูบน้ำ หรือการศึกษาพลัส ทุกอย่างเราสามารถนำนโยบายของพรรคฯ มาร่วมกับความคิดเรา และก็การดูแลในพื้นที่ ทำให้มันเกิดเป็นรูปธรรมมากที่สุด แล้วเราก็ใช้สื่อออนไลน์ด้วยครับ และก็เวลาลงพื้นที่ตำบลพันท้ายนรสิงห์ โคกขาม มหาชัย ท่าฉลอม ท่าจีน จะโปรโมทเรื่องการท่องเที่ยวไปด้วย อย่างน้อยทำให้คนรู้จักจังหวัดสมุทรสาครมากกว่าเดิม
Q : ในการลงพื้นที่ ได้รับปัญหาหรือข้อร้องเรียนจากประชาชนเรื่องใดบ้าง?
ธนชิต – เรื่องหลัก ๆ ที่ได้เจอเยอะที่สุด คือ เรื่องแรงงานต่างด้าวแย่งงานคนไทย และก็เรื่องโรคติดต่อและความปลอดภัย รวมถึงเรื่องน้ำ ปัญหาอุทกภัยก็จะเจอเยอะมาก แต่เราก็ได้อธิบายว่า ถ้าสมมติว่าเราได้เข้าไปเป็น สส. จะเข้าไปผลักดันเรื่องนี้ อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องการประมง ตรงนี้ก็เจอเยอะเหมือนกัน เราก็รับฟังมา ถ้าเรามีโอกาสวันใดวันหนึ่ง เราก็จะเข้ามาร่วมแก้ปัญหา ซึ่งการแก้ปัญหาต่าง ๆ มันต้องอาศัยทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และก็ประชาชนในพื้นที่ มาระดมสมองกันน่ะครับ แล้วก็หาทางออกให้มันไปในทิศทางเดียวกันได้ เราจะไม่สามารถฟังเสียงข้างใดข้างหนึ่งได้เลย เราต้องฟังเสียงจากคนทั้งหมด และก็มาดูกันว่าเราจะแก้ไขปัญหาอย่างไรครับ

Q : ถ้าหากว่าเราได้รับเลือกให้เป็นผู้แทนราษฎร เรื่องแรกที่อยากจะผลักดันคือเรื่องอะไร?
ธนชิต – อันดับแรกคือเรื่องเศรษฐกิจ เพราะคือปากท้องของคนสมุทรสาคร ถ้าเศรษฐกิจดี คุณภาพชีวิตของทุกคนก็จะดีตาม อันดับสองคือเรื่องสิ่งแวดล้อม ในที่นี้คือพูดเหมารวมถึงเรื่องน้ำ อากาศ และภัยพิบัติต่าง ๆ และก็เรื่องคมนาคม และอันดับที่สามที่พีทให้ความสำคัญ ก็คือเรื่องการศึกษาของเด็ก ๆ เพราะว่าจริง ๆ จังหวัดสมุทรสาครเรามีนโยบายของท้องถิ่นที่ผลักดันเรื่องการศึกษาที่ดีมากอยู่แล้ว แต่เราต้องทำการศึกษาให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ทำไมเด็กเก่งต้องเข้าไปเรียนกวดวิชาที่กรุงเทพฯ ทั้ง ๆ ที่ครูของเรามีความสามารถไม่แพ้โรงเรียนใดในกรุงเทพฯ เลย ดังนั้นก็ต้องมาดูว่าเราจะทำอย่างไร เพื่อผลักดันด้านการศึกษาให้เด็กของเราอยู่ในจังหวัดเรา และก็สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดเราให้ได้มากที่สุด
Q : มองว่าสนามเลือกตั้งสมุทรสาคร เขต 1 มีความได้เปรียบ-เสียเปรียบอย่างไรบ้าง?
ธนชิต – ความได้เปรียบที่เป็นพรรคการเมืองฝั่งรัฐบาล คือ หลายคนได้เห็นผลงานเป็นที่ประจักษ์เป็นูปธรรมตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา จะบอกได้ว่า 2 เดือนยังทำขนาดนี้ ถ้าขอเวลาอีก 4 ปี แล้วได้เป็นฝ่ายรัฐบาลด้วย ผลงานจะมากมายมหาศาลขนาดไหน ส่วนข้อเสียเปรียบ ผมว่าประชาชนคงคาดหวังว่าทุกคนต้องทำได้ดีกว่านี้ แต่ตรงนี้มันเรียกว่าเป็น “แรงผลักดันเชิงบวก” ดีกว่า ที่ยิ่งคนบอกว่าเราต้องทำได้ดี เราก็ต้องทำให้ได้ดีกว่าที่เขาพูดขึ้นไปอีก ดังนั้นมันไม่ได้มองว่าเสียเปรียบอย่างนั้น มันคือเสียเปรียบเชิงบวกที่เป็นแรงผลักดันให้เราต้องทำงานให้ดีขึ้นไปอีกครับ

Q : จากการพูดคุยกับชาวบ้าน ชื่นชอบนโยบายใดมากที่สุด?
ธนชิต – “คนละครึ่งพลัส” ครับ คือนโยบายที่มาแรงที่สุด ไม่ว่าไปไหนคนก็จะบอกมา บางคนบอกว่าเขาสามารถปลดหนี้ได้เลยนะ จากตอนที่มีคนละครึ่งพลัส บางคนสามารถลืมตาอ้าปากได้ ธุรกิจเอสเอ็มอีสามาถเกิดใหม่ได้ด้วยคนละครึ่งพลัส หลาย ๆ คนก็บอกว่า ยังไงต้องเอาคนละครึ่งพลัสกลับมาฝากด้วยนะ ซึ่งนโยบายพรรคภูมิใจไทยของเราก็บอกแล้วว่า เฟส 2-3-4 ต้องมาแน่ ๆ แค่เลือกภูมิใจไทย
Q : ฝากทิ้งท้ายถึงพี่น้องประชาชนสมุทรสาคร เขต 1
ธนชิต – ก็รอบนี้นะครับ ผมตั้งใจมากจริง ๆ ในการที่จะเป็นกระบอกเสียงให้กับพี่น้องประชาชน เราไม่ควรจะต้องมานั่งรอโอกาสอีกแล้ว เพราะว่าเราเสียโอกาสมาไม่ต่ำกว่า 10 ปี รอบนี้เป็นรอบที่ผมจะต้องทำทุกอย่างให้ได้ เพื่อให้ผมได้เป็น สส. เพราะว่าจังหวัดของเรามันควรจะต้องถึงเวลาที่เดินต่อแล้ว ไม่ควรจะหยุดอยู่กับที่นะครับ
ดังนั้นก็ขอให้ทุกคนมั่นใจว่าถ้าเลือก พีท ธนชิต ทัศนีย์ไตรเทพ เบอร์ 3 พรรคภูมิใจไทยแล้ว จังหวัดของเราต้องดีขึ้นกว่านี้แน่นอน ขอแค่ให้เชื่อในตัวพีท แล้วพีทจะทำให้ทุกคนภูมิใจครับผม

– กิตติกร นาคทอง –

