
สนามเลือกตั้งสมุทรสาคร เขต 3 แม้ครั้งนี้จะมีผู้สมัคร สส. เพียง 6 คน ซึ่งน้อยกว่าเขตอื่น ๆ แต่ยังคงแข่งขันกันอย่างสูสี เพราะพรรคการเมืองบิ๊กเนมต่างส่งผู้สมัครมาลงในเขตนี้ รวมถึง พรรคเพื่อไทย ได้ส่ง “น้องเล็ก-พลภวัฒน์ ชำนาญวาด” เป็นผู้สมัคร สส. เขต 3 หมายเลข 1 อดีตนายกเทศมนตรีตำบลสวนหลวง ที่ยังไปต่อกับการเมืองระดับชาติ
นับตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2562 พลภวัฒน์ ประเดิมลงเลือกตั้ง สส. สมุทรสาคร เขต 2 (เดิม) สังกัดพรรคไทยรักษาชาติ ที่ต่อมาถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคก่อนการเลือกตั้งเพียง 17 วัน จำต้องยุติเส้นทางสู่สภาไปด้วยความเสียดาย หลังจากนั้นได้ร่วมกิจกรรมการเมืองกับทางพรรคเพื่อไทย และลงเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลสวนหลวง จนได้รับชัยชนะเมื่อปี 2564
แต่แล้วดำรงตำแหน่งได้ประมาณ 1 ปีเศษ พลภวัฒน์ก็ขอลาออกจากตำแหน่ง ด้วยมีแผนจะขยับไปทำงานการเมืองระดับประเทศ ด้วยการลงสมัครเลือกตั้ง สส. อีกครั้ง ซึ่งในการเลือกตั้งปี 2566 พลภวัฒน์ย้ายไปร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ ลงเลือกตั้ง สส. สมุทรสาคร เขต 2 (เดิม) ได้คะแนนเสียงมาเป็นอันดับที่ 3 จำนวน 15,717 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 14.68
ในที่สุดการเลือกตั้งครั้งนี้ พลภวัฒน์ กลับมาลงชิงชัย สส. สมุทรสาคร อีกครั้งในเขต 3 อ.กระทุ่มแบน ที่แบ่งพื้นที่เป็น 5 ตำบล ได้แก่ ตำบลตลาดกระทุ่มแบน อ้อมน้อย สวนหลวง แคราย และคลองมะเดื่อ โดยสวมเสื้อพรรคเพื่อไทยที่ตนเองมีอุดมการณ์เดียวกัน ชูสโลแกน “เพื่อไทย ทำได้” พร้อมนโยบายต่าง ๆ อาทิ ยกเครื่อง 30 บาท รักษาทุกที่ด้วย AI, ล้างหนี้ประชาชน, หวยเกษียณ, บ้านเพื่อคนไทย, ปราบยาเสพติด ปราบสแกมเมอร์ ไม่จบ ไม่เลิก, รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย – รถเมล์ติดแอร์ 10 บาท ฯลฯ โดยมี “อาจารย์เชน – ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” เป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย
“สาครออนไลน์” ชวนเปิดแนวคิดและมุมมองของ “พลภวัฒน์ ชำนาญวาด” ในวัย 55 ปี กับการลงสู่สนามเลือกตั้งระดับประเทศเป็นครั้งที่ 3 ในชีวิต

Q : ช่วยเล่าถึงประสบการณ์ที่ผ่านมา หลังจากที่ได้เป็นนายกเทศมนตรีฯ แล้ว แต่ก็ยังคงตั้งเป้าหมายเป็นผู้แทนราษฎรให้ได้
พลภวัฒน์ : เดิมทีผมเล่นการเมืองท้องถิ่น ตั้งแต่เป็นสมาชิกสภา อบต. จนถึงตำแหน่งนายกเทศมนตรี พออยู่กับท้องถิ่นมานาน เราก็มองเห็นว่าในหลายเรื่องท้องถิ่นไม่มีอำนาจที่จะทำได้ รัฐบาลต้องเป็นคนดูแล โครงสร้างของกฎหมายในบางเรื่องท้องถิ่นไม่ได้มีอำนาจ ดังนั้นเวลาเราทำงาน ปัญหาคือท้องถิ่นมีศักยภาพ มีความรู้ในการแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาในแต่ละท้องถิ่น แต่ไม่สามารถทำได้ทั้งหมด
ดังนั้นถ้าเราได้เป็นผู้แทนราษฎร ก็คิดว่าจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันหรือแก้ไขโครงสร้างของกฎหมายในบางเรื่อง ให้ท้องถิ่นมีอำนาจมากขึ้น พูดง่าย ๆ คือกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง ในฐานะที่ผมเคยเป็นผู้บริหารท้องถิ่นมา ต่อให้เป็นนายกเทศมนตรีอีก 2-3 สมัย ปัญหาในบางเรื่องก็ยังคงวนเวียนอยู่เหมือนเดิม
ผมก็เลยคิดว่าสนใจที่จะก้าวเข้าสู่สนามใหญ่ เพื่อแก้ไขเรื่องของโครงสร้างกฎหมาย เรื่องอำนาจ ให้กระจายสู่ท้องถิ่น ซึ่งท้ายสุดประชาชนในท้องถิ่นก็ได้รับผลประโยชน์ แล้วไม่ใช่ท้องถิ่นเฉพาะในอำเภอกระทุ่มแบนอย่างเดียว ถ้าร่วมกันก็สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั่วประเทศ
ก่อนหน้าที่จะเป็นนายกเทศมนตรีตำบลสวนหลวง ผมได้ลงสมัคร สส. ไป 1 ครั้ง เมื่อปี 2562 ซึ่งตอนนั้นลงในนามพรรคไทยรักษาชาติ แล้วก็ฟาวล์ไป จากนั้นผมก็ไปทำกิจกรรมกับพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นการอบรมสัมมนา ลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครหาเสียงเลือกตั้งซ่อม เข้าไปช่วยเหลือทางพรรคตลอด
แต่พอกลับมาหลังจากเป็นนายกเทศมนตรี ในการเลือกตั้งปี 2566 ผมก็ยังอยากที่จะลง สส. ในนามพรรคเพื่อไทยอยู่ ทีนี้ด้วยเหตุปัจจัยบางประการ ทำให้ผมไม่สามารถลงในนามพรรคเพื่อไทยได้ ผมก็เลยต้องไปลงพรรคอื่น ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณพรรคการเมืองนั้นด้วย และสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ยังไว้วางใจให้ผมมาเป็นอันดับที่ 3 ในการเลือกตั้งครั้งนั้น

Q : รู้สึกอย่างไรบ้าง ที่ได้กลับมาร่วมงานกับทางพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง
พลภวัฒน์ : ผมบอกตามตรงว่า ผมดีใจมากครับ ผมตั้งปฏิญาณกับตัวเองไว้ว่า ถ้าผมจะลงผู้แทนอีกครั้งหนึ่งเนี่ย ผมอยากลงในนามพรรคเพื่อไทยนะครับ ผมมองว่าพรรคเพื่อไทยเนี่ยเขามีนโยบายที่ยังจับต้องได้อยู่จนถึงทุกวันนี้ อย่างเช่น ผมลงพื้นที่ทุกวันนี้ 30 บาทรักษาทุกโรค คนก็ยังพูดถึง ไปที่ไหนก็เจอ และยังได้ใช้บัตรทอง ถ้าไม่มีเขาเราอยู่ไม่ได้ อาจจะต้องพิการหรือครอบครัวจะต้องเดือดร้อนหาเงินมารักษา นี่คือสิ่งที่ประชาชนเล่าให้ฟังตลอด เป็นอะไรที่ต้องอยู่คู่กับพี่น้องประชาชนตลอดไป
แล้วผมเชื่ออยู่ในใจว่า พรรคการเมืองหนึ่งตั้งแต่ยุคพรรคไทยรักไทย จนยืนหยัดถึงวันนี้ได้เนี่ย เจตนาเขาทำเพื่อพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง แล้วเป็นพรรคที่มีนโยบายที่ชัดเจนและเป็นที่จับต้องได้เช่นกัน ดังนั้นผมก็เดินเข้าหาทางพรรคเพื่อไทย แล้วสัมภาษณ์ตามระบบ ซึ่งก็มีแคนดิเดตผู้สมัคร สส. อีกคนของพรรคฯ ที่จะลงเขตนี้เหมือนกัน ก็สัมภาษณ์แข่งกันไม่เป็นไร ผมบอกว่าแล้วแต่คณะกรรมการสรรหาฯ พิจารณาว่าจะเลือกใคร พอเขาบอกว่าเลือกผมเป็นผู้สมัคร สส. ผมดีใจมาก ตั้งใจว่าถ้าเราลงผู้แทนในนามพรรคเพื่อไทยเนี่ย จะลงพื้นที่และขอโอกาสกับพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด

Q : พูดถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยบ้าง “อาจารย์เชน” ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ จากที่ได้สัมผัสมา คิดว่าท่านเป็นอย่างไรบ้าง
พลภวัฒน์ : จากที่ผมลงพื้นที่มาเนี่ย ชาวบ้านเอ่ยชื่ออาจารย์เชนมาก่อนชื่อผมอีก คือเขาชื่นชอบพรรคเพื่อไทย ผมก็เลยเสนอตัวว่าเป็นใคร คือชาวบ้านรู้จักชื่อผมอยู่แล้ว บางคนอาจจะรู้จักชื่อแต่ยังไม่เคยเห็นหน้า แต่เขาบอกว่าอาจารย์เชนวิสัยทัศน์ดี มีความรู้ คือเป็นคนที่เป็นถึงระดับศาสตราจารย์ ชาวบ้านให้ความเชื่อถือและให้ความมั่นใจ
ส่วนตัวผมเนี่ย จริง ๆ ได้สัมผัสใกล้ชิดกับอาจารย์เชนเป็นครั้งแรกในวันที่มาลงพื้นที่มหาชัย แกไม่ถือตัว เป็นคนง่าย ๆ วันนั้นได้คุยกันเรื่องการลงพื้นที่นิดหน่อยตอนที่นั่งทานข้าวอยู่ข้างกัน ก็ยิงมุกคุยกันอย่างสนุกสนาน มีการพูดกระตุ้นให้กำลังใจ บอกว่าเราต้องร่วมกันต่อสู้นะ อะไรแบบนี้

ผมเชื่อว่าถ้าอาจารย์แกเป็นนายกรัฐมนตรีเนี่ย ก็จะยังเป็นคนที่เข้าถึงง่าย สัมผัสได้ มีความรู้ความสามารถ คนเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย แล้วได้รับรางวัลระดับโลกมาเนี่ยไม่ธรรมดานะครับ แกคิดอะไรเป็นชั้นเป็นขั้นตอน และก็มีหลักการคิดที่ดี ส่วนชาวบ้านที่รู้จักอาจารย์เชนผ่านสื่อต่าง ๆ คนก็พูดว่าท่านพูดเอาจากความรู้ความสามารถจริง ๆ ไม่ต้องมีสคริปต์ ตอนดีเบทท่านตอบคำถามได้เคลียร์ ได้ชัด ฟังเข้าใจ ผมว่ามันครบเครื่อง แล้วคิดว่าในยุคที่ประเทศชาติบ้านเมืองวิกฤต เป็นอะไรที่แย่ แล้วถ้าอาจารย์เชนได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 เนี่ย ผมว่าเศรษฐกิจทุกอย่างจะกลับมาดีเหมือนยุคไทยรักไทย ทุกวันนี้ลงหาเสียง ปัญหาแรกคือเรื่องปากท้องที่ต้องเร่งผลักดันให้ได้มากที่สุด

Q : เรื่องปัญหาเชิงพื้นที่ เขต 3 อำเภอกระทุ่มแบน คิดว่าเรื่องใดควรได้รับการแก้ไขมากที่สุด
พลภวัฒน์ : ปัญหาที่ชัดเจนและเด่นที่สุด คือ ปัญหาน้ำเน่าเสีย ไม่ว่าจะเป็นคลองภาษีเจริญหรือคลองซอยต่าง ๆ ซึ่งในพื้นที่เขต 3 ทั้ง 5 ตำบล มีคลองซอยเชื่อมต่อคลองภาษีเจริญซึ่งเป็นหัวใจหลักหมดเลย พบว่าน้ำเน่าหมดครับ มีกลิ่นเหม็น ตรงนี้เราถามว่าท้องถิ่นดำเนินการได้ไหม ดำเนินการได้ในระดับหนึ่ง อย่างที่พูดแต่แรกว่า ผมเป็นนายกเทศมนตรีต่อไปอีกหลายสมัย คงแก้เรื่องปัญหาน้ำเสียไม่ได้ แต่ว่ามาช่วยเขาในการบริหารจัดการ โดยผลักดันโครงการต่าง ๆ ที่สามารถทำให้ดีขึ้น ถ้าผมเป็น สส. 4 ปีน้ำอาจไม่ใส มันอาจดีขึ้น 20-30% แล้วก็ค่อย ๆ แก้ไขต่อไป ตรงนี้ผมถือว่าน่าดีใจ
นอกจากนี้เป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม ปัญหามลพิษจากโรงงาน อันนี้ก็เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างทางกฎหมายเช่นกัน พอโรงงานปล่อยควันพิษปุ๊บ มีการแจ้งท้องถิ่น ท้องถิ่นก็เข้าไปตรวจสอบ จัดการได้หรือไม่ก็ตามแต่ อุตสาหกรรมจังหวัดฯ หรือกรมโรงงานอุตสาหกรรมลงมาดู ท้ายสุดก็ไม่ได้เหมือนมีการแก้ไข แต่ชาวบ้านบอกว่าโรงงานจะลักลอบปล่อยควันพิษออกมาช่วงที่มีอากาศขมุกขมัว อะไรประมาณนี้ บางทีถ้าเราให้ท้องถิ่นมีอำนาจบริหารจัดการเบ็ดเสร็จเนี่ย ผมว่าเรื่องมลพิษ สิ่งแวดล้อม แม้กระทั่งน้ำเน่าเสียก็จะดีขึ้น ไม่ใช่แค่เฉพาะที่สมุทรสาคร ที่อื่นก็จะใช้กฎหมายหรือระเบียบเดียวกันด้วย ตรงนี้คือเรื่องแนวทางที่ผมจะทำและจะต่อสู้ให้ได้เยอะที่สุด
อีกเรื่องหนึ่ง ปัญหาหมู่บ้านจัดสรรถูกทอดทิ้ง ตรงนี้น่าสงสารมากครับ คือหมู่บ้านที่เกิดก่อน พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ที่บังคับต้องมีการจัดตั้งนิติบุคคล ใช้กองทุนในการบริหารจัดการหมู่บ้าน พอเข้าไปดูเนี่ยหมู่บ้านจัดสรรเก่าก็ไม่มีการพัฒนา ถนนพัง ท่อระบายน้ำอุดตัน เป็นพื้นที่ต่ำเพราะว่าหมู่บ้านนี้เกิดมานาน แหล่งรองรับธรรมชาติหายไปเนื่องจากมีการเจริญเติบโตของพื้นที่ ฝนตกลงมาจึงน้ำท่วมขังหมู่บ้านไหลออกไม่ได้ เทศบาลฯ บอกว่าเป็นพื้นที่เอกชน ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการดูแลแก้ไขได้ หมู่บ้านจัดสรรแบบนี้ในเขต 3 ทั้ง 5 ตำบล มีอยู่หลายหมู่บ้าน จะทำอย่างไรให้เขาได้รับประโยชน์จากภาครัฐ ก็ต้องเข้าไปผลักดันแก้ไขกฎหมาย เพราะว่ามันเกิดความไม่เท่าเทียม ไม่เสมอภาคกัน เวลาเลือกตั้งทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ มี 1 สิทธิ 1 เสียงเหมือนกัน แต่สิทธิในการรับบริการจากภาครัฐตรงนี้หายไป ก็เป็นปัญหาเชิงพื้นที่ ที่เราจะต้องเข้าไปดูและผลักดันให้เกิดขึ้นครับ

Q : การเลือกตั้งครั้งนี้ ใช้กลยุทธ์ใดบ้างในการหาเสียง และผลตอบรับจากพี่น้องประชาชนเป็นอย่างไร
พลภวัฒน์ : เรื่องกลยุทธ์เนี่ย ในการเลือกตั้งครั้งนี้มันค่อนข้างรวดเร็ว เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลชุดที่แล้วได้กำหนดวันยุบสภา 31 มกราคม 2569 แต่ทีนี้มีการยุบสภาก่อนหน้า ทุกอย่างก็เลยรวดเร็วไปหมด ส่วนกลยุทธ์ของเราเนี่ย อันดับแรกเราเดินเข้าหาชาวบ้านเต็มที่ ออกแต่เช้า กลับมืด อันดับสองคือเข้าถึงเรื่องของสื่อโซเชียล อันนี้สำคัญมาก เพราะว่าในพื้นที่มีหมู่บ้านจัดสรรขยายตัวอยู่เยอะ การเข้าถึงคนในหมู่บ้านทำได้ยาก สัมผัสถึงกันโดยตรงไม่ได้ ดังนั้นสื่อโซเชียลจึงทำให้เขาได้เห็นเราก็ยังดี ก็คงใช้ 2 รูปแบบนี้ควบคู่กันไป
ส่วนการลงพื้นที่พี่น้องประชาชนตอบรับดีมาก คือมายืนรอเพื่อพูดคุยกัน เดินผ่านไปแล้วยังเรียกเรากลับมาก็มี จากที่คุยและสัมผัสมา ผมว่า ณ วันนี้ค่อนข้างมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยมีโอกาสปักธงในเขต 3 แต่ต้องรอระยะเวลาที่เหลือว่าเป็นอย่างไร แต่ว่าเราก็ไม่หยุดครับ ยังเดินพบปะหาพี่น้องประชาชน พร้อมรับฟังปัญหาว่าแต่ละชุมชนมีอะไรอย่างไรบ้าง ส่วนความยากคือมีเวลาหาเสียงมีน้อย ถ้ามีเวลาแนะนำตัวล่วงหน้าก่อนจะดีกว่านี้ ตอนนี้สิ่งที่มันดีขึ้นมา คือกระแสความนิยมของอาจารย์เชน แคนดิเดตนายกฯ ทำให้ระยะเวลาที่เหลือเนี่ยมันไปด้วยกันได้ ถือว่าช่วยได้เยอะครับ

Q : มีอะไรอยากฝากถึงพี่น้องประชาชนในเขต 3 กระทุ่มแบน เพิ่มเติมบ้าง
พลภวัฒน์ : ก็อยากบอกว่าผมมีความตั้งใจนะครับ สิ่งที่อยากเป็นผู้แทนเนี่ยไม่ได้อยากมีอำนาจ แต่ว่าอยากทำในสิ่งที่เราคิดว่าเราอยู่ท้องถิ่นแล้วทำไม่ได้ ถ้าเป็นผู้แทนแล้วมีบทบาทหรือหน้าที่ที่จะทำได้ ผมจะทำในสิ่งนั้น สุดท้ายสิ่งต่าง ๆ ที่เราอยากจะทำเนี่ย ก็คือมาดูแลพี่น้องประชาชน ทุกนโยบาย ทุกโครงการของพรรคเพื่อไทย ผมว่าเป็นนโยบายที่ดี แล้วตอบโจทย์ในพื้นที่ของสมุทรสาคร หรือเขต 3 เป็นอย่างมาก จากการลงพื้นที่มีบางคนเดินมาบอกว่าชอบนโยบายต่าง ๆ เวลาแจกแผ่นพับแล้วจะนำมากางอ่านกันตรงนั้น แสดงว่าตอนนี้ประชาชนมองว่าพรรคที่มีนโยบายดี ๆ เป็นพรรคที่น่าสนใจ
แล้วพรรคเพื่อไทย ผมคิดว่าเป็นพรรคการเมืองเดียวที่ใช้คนที่มีความรู้และประสบการณ์เป็นผู้ออกนโยบาย แล้วมีการกลั่นกรองเหมือนสภา ไม่ใช่คิดอะไรออกแล้วมาเป็นนโยบายเลย เพราะเขามองถึงการใช้งบประมาณของรัฐด้วย แล้วนโยบายออกมาพร้อมกันมันไปด้วยกันได้ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การคมนาคม คุณภาพชีวิต มันร้อยเรียงด้วยกันหมด แล้วจะทำไปพร้อม ๆ กัน แต่ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง แก้หนี้ประชาชน จะเน้นหนักก่อนแน่ แต่เขาจะทำนโยบายอื่นไปพร้อมกันด้วย

ก็ขอขอบคุณทางพี่น้องประชาชนด้วยที่ให้โอกาสต้อนรับเวลาเราลงพื้นที่นะครับ หวังอย่างยิ่งว่าอยากได้รับความไว้วางใจจากพ่อแม่พี่น้องให้เป็นผู้แทนในเขตนี้ แล้วผมจะทำให้ดีที่สุด ไม่ผิดหวัง จะให้ดูว่าเราตั้งใจ และก็ประเมินผลงานตลอด ถ้าอยู่ครบ 4 ปี ก็ให้พี่น้องประชาชนเป็นคนประเมินผลงานผม ถ้าไม่ผ่านก็อยู่สมัยเดียว สมัยหน้าพี่น้องไม่ต้องเลือก แต่ถ้าผลงานดีเป็นที่ประทับใจ สามารถทำประโยชน์ในพื้นที่ได้ ผมก็จะขออาสาต่อ ก็ขึ้นอยู่กับการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าพี่น้องประชาชนจะให้โอกาสผมและพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ก็ฝากเลือกเบอร์ 1 เขต 3 ไว้ด้วยครับ
ที่สำคัญอย่างยิ่ง จากประสบการณ์ความรู้ที่อยู่กับชาวบ้านมานาน ผมมีความสุขที่เราอยู่กับเขา ได้ช่วยเหลือเขา แม้ยามที่เขาทุกข์หรือสุข ถ้าผมได้เป็นผู้แทน ผมจะเอาประสบการณ์ที่อยู่กับเขาแบบนี้ องค์ความรู้ต่าง ๆ เนี่ย พร้อมทำงานได้เลย หรือเรียกว่า “สส. พร้อมใช้” ก็ได้ คือไม่ต้องพูดอะไรมาก คิดว่าผมพร้อม แล้วเรื่องประสบการณ์ต่าง ๆ ผมก็ไม่เป็นสองรองจากผู้สมัครคนใดเหมือนกัน ก็คือพร้อมใช้งานผมได้เลย

– กิตติกร นาคทอง –

