GPP สมุทรสาครอันดับ 5 ของประเทศ จากเมืองประมงสู่อุตสาหกรรมเต็มรูป 29 ปีโควิดหนักน้อยกว่าต้มยำกุ้ง

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เผยแพร่ ตารางสถิติผลิตภัณฑ์ภาคและจังหวัด พ.ศ. 2567 (GPP 2024) เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการวัดมูลค่าขนาดเศรษฐกิจของแต่ละจังหวัด พบว่าในปี 2567 จังหวัดสมุทรสาคร ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (Gross provincial product หรือ GPP) เป็นอันดับ 5 ด้วยจำนวน 433,722 ล้านบาท และมีรายได้เฉลี่ยต่อหัว (GPP Per capita) เป็นอันดับ 6 ด้วยจำนวน 390,952 บาท

สำหรับ 10 อันดับจังหวัดที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) มากที่สุด ได้แก่

อันดับ 1 ชลบุรี 1,234,303 ล้านบาท
อันดับ 2 ระยอง 1,099,856 ล้านบาท
อันดับ 3 สมุทรปราการ 769,370 ล้านบาท
อันดับ 4 ปทุมธานี 467,878 ล้านบาท
อันดับ 5 สมุทรสาคร 433,722 ล้านบาท
อันดับ 6 ฉะเชิงเทรา 433,363 ล้านบาท
อันดับ 7 นนทบุรี 405,296 ล้านบาท
อันดับ 8 พระนครศรีอยุธยา 403,411 ล้านบาท
อันดับ 9 นครปฐม 402,265 ล้านบาท
อันดับ 10 นครราชสีมา 349,213 ล้านบาท

ส่วนกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเขตปกครองพิเศษ โดยไม่นับเป็นจังหวัด มีผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด 6,351,792 ล้านบาท และจังหวัดที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดน้อยที่สุด คือ แม่ฮ่องสอน 17,871 ล้านบาท

ส่วน 10 อันดับที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัว (GPP Per capita) ต่อปีมากที่สุด ได้แก่

อันดับ 1 ระยอง 956,135 บาท
อันดับ 2 ชลบุรี 601,977 บาท
อันดับ 3 ฉะเชิงเทรา 457,059 บาท
อันดับ 4 ภูเก็ต 439,652 บาท
อันดับ 5 พระนครศรีอยุธยา 438,291 บาท
อันดับ 6 สมุทรสาคร 390,952 บาท
อันดับ 7 ปราจีนบุรี 361,645 บาท
อันดับ 8 พังงา 332,727 บาท
อันดับ 9 สระบุรี 328,345 บาท
อันดับ 10 สมุทรปราการ 320,203 บาท

ส่วนกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเขตปกครองพิเศษ โดยไม่นับเป็นจังหวัด มีรายได้เฉลี่ยต่อหัว 697,529 บาท แต่หากนับเป็นจังหวัด จะอยู่ในอันดับที่ 2 รองจากระยอง และจังหวัดที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวน้อยที่สุด คือ นราธิวาส 66,785 บาท

สำหรับจังหวัดสมุทรสาคร จากการวิเคราะห์ตารางสถิติผลิตภัณฑ์ภาคและจังหวัด พบว่าภาคการผลิต (Manufacturing) ยังคงเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัด โดยมีมูลค่าสูงถึง 287,576 ล้านบาท แต่ภาคการเกษตร (Agriculture) ทั้งการเกษตร การป่าไม้ และการประมง กลับพบว่ามีมูลค่าเพียงแค่ 7,070 ล้านบาทเท่านั้น

ส่วนภาคอุตสาหกรรม (Industrial) ที่มีมูลค่า 301,923 ล้านบาท หากตัดภาคการผลิตออกไปแล้ว นอกนั้นจะเป็นการจัดหาไฟฟ้า ก๊าซ ไอน้ำ และระบบปรับอากาศ (Electricity, gas, steam and air conditioning supply) มูลค่า 10,286 ล้านบาท การจัดหาน้ำ การจัดการน้ำเสีย และการจัดการขยะ (Water supply; sewerage, waste management and remediation activities) มูลค่า 3,724 ล้านบาท การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน (Mining and quarrying) มูลค่า 337 ล้านบาท

ส่วนภาคบริการ (Services) ที่มีมูลค่า 124,730 ล้านบาท พบว่าการขายส่ง การขายปลีก และการซ่อมแซมยานยนต์ (Wholesale and retail trade and repair of motor vehicles and motorcycle) มีมูลค่ามากที่สุดถึง 65,812 ล้านบาท

รองลงมาคือ กิจกรรมทางการเงินและการประกันภัย (Financial and insurance activities) ซึ่งก็คือธนาคาร สถาบันการเงิน และบริษัทประกัน มีมูลค่า 14,338 ล้านบาท กิจกรรมด้านสุขภาพและงานสังคมสงเคราะห์ (Human health and social work activities) เช่น โรงพยาบาล คลีนิกต่างๆ มีมูลค่า 8,187 ล้านบาท

ส่วนการบริหารราชการ การป้องกันประเทศ และการประกันสังคมภาคบังคับ (Public administration and defence; compulsory social security) ได้แก่ หน่วยงานรัฐต่างๆ มีมูลค่า 6,945 ล้านบาท กิจกรรมอสังหาริมทรัพย์ (Real estate activities) มีมูลค่า 6,829 ล้านบาท การก่อสร้าง (Construction) มีมูลค่า 6,146 ล้านบาท การขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า (Transportation and storage) มีมูลค่า 6,110 ล้านบาท

จากข้อมูลดังกล่าว หากย้อนกลับไป 29 ปี นับตั้งแต่ปี 2538 ถึงปัจจุบัน พบว่าจังหวัดสมุทรสาครเคยมีผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดสูงที่สุดในปี 2562 ด้วยมูลค่า 415,169 ล้านบาท และรายได้ต่อหัวอยู่ที่ 394,067 บาทต่อปี โดยพบว่าภาคการผลิตมีมูลค่าสูงถึง 280,796 ล้านบาท ก่อนจะค่อยๆ ลดลงจากสถานการณ์โควิด-19

แต่ปีที่วิกฤตที่สุดกลับเป็นปี 2541 ซึ่งเป็นผลพวงจากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 พบว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดลดลงจาก 135,503 ล้านบาทของปี 2540 เหลือ 122,053 ล้านบาท หรือลดลง 9.93% ส่วนรายได้เฉลี่ยต่อหัวลดลงจาก 316,674 บาท เหลือ 275,830 บาท หรือลดลง 12.90% โดยพบว่าภาคการผลิตลดลงจาก 89,761 ล้านบาท เหลือ 77,717 ล้านบาท หรือลดลง 13.42%

ถึงกระนั้น ช่วงสถานการณ์โควิด-19 ในปี 2563 ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดลดลงจาก 415,169 ล้านบาทของปี 2562 เหลือ 404,376 ล้านบาท หรือลดลงเพียง 2.60% และรายได้เฉลี่ยต่อหัวลดลงจาก 394,067 บาท เหลือ 379,773 บาท หรือลดลงเพียง 3.63% โดยภาคการผลิตลดลงจาก 280,796 ล้านบาท เหลือ 274,214 ล้านบาท หรือลดลงเพียง 2.34%

อย่างไรก็ตาม สำหรับภาคการเกษตร พบว่าในปี 2557 มีมูลค่าสูงถึง 19,702 ล้านบาท ก่อนที่ในปี 2558 จะลดลง ถึงต่ำกว่าหลักหมื่นล้านในปี 2560 เหลือมูลค่าเพียง 7,452 ล้านบาท เท่ากับมูลค่าหายไปสูงถึง 12,250 ล้านบาท หรือคิดเป็น 62.18% ภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี

สอดคล้องกับขณะนั้นภาคประมงได้รับผลกระทบจากปัญหา IUU Fishing หรือการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม นำไปสู่การออกกฎหมายพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 ที่ทำให้เรือประมงพาณิชย์หยุดวิ่ง บางส่วนต้องแบกรับต้นทุนการทำระบบ Tracking (VMS) และประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าว จากมาตรการที่เข้มงวดของภาครัฐ

ส่งผลกระทบเชิงลูกโซ่ไปยังภาคการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า โดยพบว่าในช่วงปี 2557-2560 ชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับภาคอุตสาหกรรมอื่น จากมูลค่า 5,401 ล้านบาทในปี 2557 ลดลงเหลือ 4,640 ล้านบาทในปี 2558 ก่อนจะค่อยๆ ขยับตัวในปี 2559 อยู่ที่ 5,137 ล้านบาท และปี 2560 อยู่ที่ 5,533 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ผลพวงจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำประมงในขณะนี้ ประกอบกับตัวเลขภาคการประมงที่ไม่มีทีท่าว่าจะขยับไปถึงหลักหมื่นล้านบาท ส่งสัญญาณชัดเจนว่า สมุทรสาครจะไม่ใช่เมืองประมงแบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่กลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ


หมายเหตุ : สรุปผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด ณ ราคาประจำปี จังหวัดสมุทรสาคร ปี 2567 (ล่าสุด)

A. การเกษตร รวม 7,070 ล้านบาท

  • การเกษตร การป่าไม้ และการประมง 7,070 ล้านบาท

B. นอกภาคการเกษตร รวม 426,652 ล้านบาท

  1. ภาคอุตสาหกรรม รวม 301,923 ล้านบาท
  • การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน 337 ล้านบาท
  • การผลิต 287,576 ล้านบาท
  • การจัดหาไฟฟ้า ก๊าซ ไอน้ำ และระบบปรับอากาศ 10,286 ล้านบาท
  • การจัดหาน้ำ การจัดการน้ำเสีย และการจัดการขยะ 3,724 ล้านบาท
  1. ภาคบริการ รวม 124,730 ล้านบาท
  • การก่อสร้าง 6,146 ล้านบาท
  • การขายส่ง การขายปลีก และการซ่อมแซมยานยนต์ 65,812 ล้านบาท
  • การขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า 6,110 ล้านบาท
  • ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร 890 ล้านบาท
  • ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร 1,895 ล้านบาท
  • กิจกรรมทางการเงินและการประกันภัย 14,338 ล้านบาท
  • กิจกรรมอสังหาริมทรัพย์ 6,829 ล้านบาท
  • กิจกรรมทางวิชาชีพ วิทยาศาสตร์ และเทคนิค 1,492 ล้านบาท
  • กิจกรรมบริหารและบริการสนับสนุน 2,221 ล้านบาท
  • การบริหารราชการ การป้องกันประเทศ และการประกันสังคมภาคบังคับ 6,945 ล้านบาท
  • การศึกษา 1,882 ล้านบาท
  • กิจกรรมด้านสุขภาพและงานสังคมสงเคราะห์ 8,187 ล้านบาท
  • ศิลปะ ความบันเทิง และนันทนาการ 498 ล้านบาท
  • กิจกรรมบริการด้านอื่นๆ 1,485 ล้านบาท

ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด 433,722 ล้านบาท
รายได้เฉลี่ยต่อหัว 390,952 บาท
จำนวนประชากร 1,109 พันคน (1,109,000 คน)

-กิตตินันท์ นาคทอง-

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *